About laosbobet

Here are my most recent posts

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน ทีมเจ้าเดินดง สโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศอังกฤษ

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน (อังกฤษ: West Bromwich Albion Football Club; ตัวย่อ: WBA) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองเวสต์บรอมมิช ในภาคเวสต์มิดแลนด์ ปัจจุบันลงแข่งขันในระดับอีเอฟแอลแชมเปียนชิป ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1878 โดยคนงานจากโรงงานซอลเตอร์สสปริงเวิร์กส ในเวสต์บรอมมิช และใช้สนามเดอะฮอว์ทอนส์เป็นสนามเหย้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900

เวสต์บรอมมิช อัลเบียน เป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่เป็นสมาชิกยุคก่อตั้งอิงกลิชฟุตบอลลีก ในปี ค.ศ. 1888 เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ 1 สมัยในฤดูกาล 1919–20 และได้รองแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย รวมถึงเคยคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้ 5 สมัย และฟุตบอลลีก คัพ อีก 1 สมัย ซึ่งการคว้าแชมป์รายการสำคัญครั้งสุดท้ายของสโมสรคือการคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ฤดูกาล 1967–68 ด้วยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันได้ในรอบชิงชนะเลิศ

ตราสัญลักษณ์ของสโมสรเป็นรูปนก ซอง ทรัช (Song Thrush) หรือ โทรสเทิล (Throstle) ซึ่งเป็นนกที่อยู่ในวงศ์นกเดินดงชนิดหนึ่ง กำลังเกาะอยู่บนกิ่งของต้นฮอว์ทอนส์ที่มีผลสีแดง และมีสโมสรคู่แข่งสำคัญในภาคเวสต์มิดแลนด์คือแอสตัน วิลลาและวูล์ฟแฮมป์ตัน วอนเดอเรอส์ โดยการแข่งขันระหว่างเวสต์บรอมมิช อัลเบียน และวูลฟ์แฮมป์ตัน วอนเดอเรอส์ มักจะถูกเรียกขานว่าแบล็ค คันทรี ดาร์บี้ (Black Country Derby)

เวสต์บรอมมิชอัลเบียน ประวัติสโมสร

ยุคก่อตั้ง :1878–1902

สโมสรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1878 ในชื่อ เวสต์บรอมมิช สโตรลเลอส์ จากกลุ่มพนักงานของโรงงาน จอร์จ ซอลเทอส์ สปริง เวิร์คส์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องชั่ง ตวง วัด ในครัวเรือน ผู้เล่นของทีมส่วนใหญ่เป็นพนักงานภายในโรงงาน และบางส่วนเป็นนักคริกเก็ต ที่กำลังหากีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาว

เวสต์บรอมมิช สโตรลเลอส์ ทำการลงแข่งขันเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1878 โดยเป็นการแข่งกับทีมฟุตบอลของกลุ่มพนักงานโรงงานฮัดสัน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตสบู่ จากนั้นในปี ค.ศ. 1880 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น เวสต์บรอมมิช อัลเบียน ทำให้เป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกในสหราชอาณาจักรที่มีคำต่อท้ายชื่อว่า อัลเบียน

ในช่วง 2 ปีแรกนับแต่ก่อตั้งทีมขึ้น สโมสรยังเล่นฟุตบอลอยู่ตามสวนสาธารณะในแถบเวสต์ บรอมมิช ,สเมดิค และเวนส์บิวรี และออกเดินทางไปยังสเตาร์บริดจ์เป็นครั้งคราวเพื่อลงแข่งขันกับทีมอื่น จนกระทั่งในฤดูกาล 1881–82 สโมสรได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลเมืองเบอร์มิงแฮม ทำให้ได้สิทธิลงแข่งขันในรายการเบอร์มิงแฮม ซีเนียร์ คัพ และผ่านเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย จากผลงานดังกล่าวทำให้สโมสรเริ่มได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆของเมืองเบอร์มิงแฮม และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเริ่มรายงานการแข่งขันของพวกเขามากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1882 สโมสรได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ สมาคมฟุตบอลแห่งมณฑลสแตฟฟอร์ดเชียร์ และคว้าแชมป์สแตฟฟอร์ดเชียร์ คัพ ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะสโต๊ก ซิตี้ได้ในนัดชิงชนะเลิศ 3–2 โดยนับเป็นแชมป์รายการแรกของสโมสร และถือเป็นการคว้าแชมป์รายการสำคัญระดับประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะในขณะนั้นแต่ละมณฑลจะจัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเป็นของตนเอง และผู้ที่คว้าแชมป์ได้จะได้รับการต้อนรับจากทั่วทุกเมืองที่อยู่ในมณฑลนั้นๆ

ในฤดูกาล 1883–84 สโมสรได้เข้าร่วมการแข่งขันเอฟเอคัพเป็นครั้งแรก แม้จะตกรอบแรก แต่ก็ได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นสโมสรฟุตบอลระดับอาชีพในปี ค.ศ. 1885 ต่อมาในปี ค.ศ. 1886 สโมสรเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในเอฟเอคัพได้สำเร็จ แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับแบล็คเบิร์น โรเวอส์ ในนัดชิงชนะเลิศ ทำให้ได้เพียงแค่ตำแหน่งรองแชมป์

ในปี ค.ศ. 1887 สโมสรเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ได้อีกครั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศอีกเป็นครั้งที่ 2 โดยแพ้ให้กับแอสตัน วิลลา และได้รองแชมป์ไปอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1888 สโมสรเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันและประสบความสำเร็จในที่สุด ด้วยการเอาชนะเพรสตัน นอร์ท เอนด์ ไป 2–1 คว้าแชมป์เอฟเอคัพไปครองได้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

โดยในปี ค.ศ. 1888 นอกจากสโมสรจะได้แชมป์เอฟเอคัพ แล้ว ยังได้เป็น 1 ใน 12 สโมสรที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งอิงกลิชฟุตบอลลีกขึ้น และได้ลงแข่งขันในลีกสูงสุดที่จัดขึ้นเป็นฤดูกาลแรกของประเทศอังกฤษ ต่อมาสโมสรได้แชมป์เอฟเอคัพ เป็นสมัยที่ 2 ในปี ค.ศ. 1892 ก่อนจะตกชั้นจากลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1900–1901

ชื่อเต็ม West Bromwich Albion Football Club
ฉายา Albion, The Baggies, The Throstles เจ้าเดินดง (ภาษาไทย)
ชื่อย่อ WBA, West Brom
ก่อตั้ง 1878; 141 ปีที่แล้ว (ในชื่อ West Bromwich Strollers)
สนาม เดอะฮอว์ทอนส์, ฮัลฟอร์ดส์ เลน, เวสต์บรอมมิช
ความจุ 26,852 ที่นั่ง
เจ้าของ ไล่ กั๋วฉวน ประเทศจีน
ประธาน ลี่ ปี่เยว่ ประเทศจีน
ผู้จัดการ ดาร์เรน มัวร์ จาเมกา
ลีก แชมเปียนชิป 2017–18 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 20 (ตกชั้น)
เว็บไซต์สโมสร https://www.wba.co.uk/

สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน

เดอะฮอว์ทอนส์ (อังกฤษ: The Hawthorns) เป็นสนามฟุตบอลที่เป็นที่นั่งทั้งหมด ตั้งอยู่ในเมืองเวสต์บรอมมิช เขตนครแซนด์เวลล์ ในอังกฤษ โดยมีความจุผู้ชมทั้งหมด 26,272 คน โดยใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา โดยเป็นสนามแห่งที่ 6 ที่สโมสรแห่งนี้ใช้เป็นสนามเหย้านับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร

ชื่อเต็ม เดอะฮอว์ทอนส์
ที่ตั้ง เวสต์บรอมมิช, แซนด์เวลล์, เวสต์มิดแลนด์
พิกัดภูมิศาสตร์: 52°30′33″N 1°57′50″W
เจ้าของ สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน
ผู้ดำเนินการ เวสต์บรอมมิชอัลเบียน
พื้นสนาม เดสโซกราสมาสเตอร์
ความจุ 26,272 ที่นั่ง
ขนาดสนาม 105 เมตร x 68 เมตร
ก่อสร้าง ค.ศ. 1900
มูลค่าการก่อสร้าง 7.5 ล้านปอนด์ สำหรับอัฒจันทร์ด้านตะวันออก
เปิดใช้สนาม กันยายน ค.ศ. 1900
ปรับปรุง ค.ศ. 2008 (สแตนด์ด้านตะวันตก)
ผู้ใช้งาน สโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน (1900–ปัจจุบัน)

เมืองเวสต์บรอมมิช

เมืองเวสต์บรอมมิช (อังกฤษ: West Bromwich เสียงอ่าน: /wɛst ˈbrɒmɪtʃ/ ( ฟังเสียง)) เป็นเมืองในเวสต์มิดแลนด์เคาน์ตี สหราชอาณาจักร ตั้งอยู่ทางตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของอังกฤษ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเบอร์มิงแฮมไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 8 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีเหมืองถ่านหิน จากการสำรวจประชากรในปี ค.ศ. 2001 มีประชากร 136,940 คน

กัปตันทีม

คริสโตเฟอร์ บรันต์ (อังกฤษ: Christopher Brunt, เกิดวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1984) เป็นนักฟุตบอลชาวไอร์แลนด์เหนือ ตำแหน่งปีกซ้ายหรือกองกลางตัวรุก ปัจจุบันเป็นกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในแชมเปียนชิป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 และเล่นให้กับทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ กว่าจะมาเป็น จิ้งจอกสีน้ำเงิน สโมสรที่ผงาดบนลีกสูงสุดผู้ดี

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี (อังกฤษ: Leicester City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ มีสนามเหย้า คือ คิงเพาเวอร์สเตเดียมในเมืองเลสเตอร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีกโดยเลื่อนชั้นในฐานะทีมที่ชนะเลิศจากฟุตบอลลีกแชมเปียนชิปในฤดูกาล 2013–14 ซึ่งเป็นการกลับมาเล่นในลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบทศวรรษ ในฤดูกาล 2015–16 เลสเตอร์ซิตีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ประวัติสโมสรเลสเตอร์ซิตี้

สโมสรก่อตั้งในปี ค.ศ. 1884 โดยใช้ชื่อว่า เลสเตอร์ฟอสส์ (Leicester Fosse) โดยเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่เรียนอยู่ในโรงเรียนโบสถ์ที่เคร่งครัด ลงขันกันเพื่อซื้อลูกฟุตบอลราคา 9 เพนนี มาเตะเล่น โดยการแข่งขันนัดแรกของสโมสร ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์เดอะมิร์เรอร์ว่า เลสเตอร์ฟอสซี แข่งนัดแรก และเป็นฝ่ายชนะ ซิสตันฟอสส์ (Syston Fosse) ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน โดยเล่นในสนามละแวกถนนฟอสส์ ชื่อ วิกตอเรียพาร์ก (Victoria Park) ที่แตกต่างไปจากสโมสรอื่น ๆ คือ เลสเตอร์ซิตีมีสนามเหย้าของตัวเองก่อนการประกาศก่อตั้งสโมสรอย่างเป็นทางการ เนื่องจากในปถัดมา คือ ค.ศ. 1886 เมื่อมีสมาชิกของสโมสรครบ 40 คน เลสเตอร์ซิตีจึงประกาศเป็นทางการว่าปี ค.ศ. 1886 เป็นปีก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นเลสเตอร์ซิตีในปี ค.ศ. 1919

ต่อมาในปี ค.ศ. 1887 สโมสรมีเหตุจำเป็นที่ต้องย้ายไปสนามเบลเกรจโรดสปอร์ตส์ (Belgrave Road Sports) ก่อนที่ปีนั้นนั่นเอง สนามใหม่แห่งนี้ได้ตกเป็นของสหพันธ์รักบี้ ดังนั้นสโมสรจึงต้องย้ายตัวเองกลับไปวิกตอเรียพาร์กอีกครั้งหนึ่ง

ในปี ค.ศ. 1891 สโมสรจึงย้ายสนามมาที่ฟิลเบิร์ตสตรีท และใช้สนามนี้เป็นเวลา 111 ปี ก่อนที่จะมาย้ายสนามซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงกันเป็นวอล์กเกอส์สเตเดียมในปี ค.ศ. 2002 และได้ทำการเปลี่ยนชื่อสนามมาเป็น เดอะคิงพาวเวอร์สเตเดียม ตามชื่อของกลุ่มบริษัทผู้ซื้อกิจการ ในปี ค.ศ. 2010

นอกจากนี้แล้ว เลสเตอร์ซิตียังเป็นเพียงไม่กี่สโมสรที่สัญลักษณ์ของสโมสรมีปรากฏชัดเจนตั้งแต่ก่อตั้ง คือ รูปของสุนัขจิ้งจอก อันเป็นที่มาของชื่อเล่นและฉายา เนื่องจากเมืองเลสเตอร์นั้นเป็นเมืองที่มีการล่าสุนัขจิ้งจอกเป็นประจำจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมและประเพณีประจำเมือง

คู่แข่งสโมสรเลสเตอร์ซิตี้

สโมสรตั้งอยู่ในภาคมิดแลนด์สตะวันออกของอังกฤษ และถือว่าทีมคู่แข่งร่วมภูมิภาค ได้แก่ ดาร์บีเคาน์ตี และนอตติงแฮมฟอเรสต์ แต่ทีมที่ถือว่าเป็นคู่แข่งสำคัญ ดาร์บีเคาน์ตี ทุกครั้งที่พบกันนั้น จะไม่มีสโมสรใดยอมอ่อนข้อให้เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ที่มันดุเดือด สนุกถูกใจแฟนบอล (ชิงชัย แข่งกันเป็นเจ้าแห่งมิดแลนด์ตะวันออก) อีกหนึ่งทีม คือโคเวนทรีซิตี ที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในภาคมิดแลนด์สตะวันตก ซึ่งถือว่าอยู่คนละภูมิภาคกันและอยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ห่างออกไปเพียง 24 ไมล์ หรือประมาณ 38.6 กิโลเมตร และทั้งสองเมืองเชื่อมต่อกันด้วยทางหลวงสาย M69  สื่อจึงมักขนานนามการแข่งขันระหว่างทั้งสองทีมว่า เอ็ม 69 ดาร์บี้แมตช์

ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้
ฉายา จิ้งจอก (The Foxes)
จิ้งจอกสีน้ำเงิน (ภาษาไทย)
ก่อตั้ง ปี 1884 หรือ 135 ปีที่แล้ว (ในชื่อ เลสเตอร์ฟอสส์)
สนาม คิงเพาเวอร์สเตเดียม (ความจุ: 32,500)
เจ้าของ คิงเพาเวอร์อินเตอร์เนชันแนลกรุ๊ป
ประธานสโมสร อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา
ผู้จัดการทีม ว่าง
ลีก พรีเมียร์ลีก
2017–18 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 9
เว็บไซต์สโมสร https://www.lcfcthai.com/

สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม (อังกฤษ: King Power Stadium) หรือที่เรียกกันว่า เลสเตอร์ ซิตี สเตเดี้ยม (Leicester City Stadium ) เป็นสนามเหย้าของเลสเตอร์ซิตี ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เปิดใช้ในเดือนกรกฎาคมปี ค.ศ. 2002 มีความจุ 32,500 ที่นั่ง สนามกีฬานี้ตั้งชื่อตามบริษัท คิง เพาเวอร์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมในปัจจุบัน

เดิมสนามแห่งนี้มีชื่อว่า เดอะวอร์กเกอส์ สเตเดี้ยม (The Walkers Stadium) เป็นชื่อที่ใช้ในระหว่างปี ค.ศ. 2002–ค.ศ. 2011 ตามชื่อของสินค้าผู้สนับสนุนในสมัยนั้น

ที่สนามแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นสนามที่สวยงาม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ในห้องแต่งตัวของทีมเยือนมีสิ่งก่อสร้างที่สร้างสงครามจิตวิทยา เช่น เสาปลอมที่ไม่ได้มีไว้สำหรับพยุงโครงสร้างของสนามที่กลางห้อง แต่มีไว้สำหรับบังสายตาไม่ให้ทีมฝ่ายตรงข้ามมองเห็นการประชุมแก้เกมการแข่งขันของเลสเตอร์ ซิตี้ หรือน้ำประปาที่ห้องนี้ก็มีความเย็นกว่าที่อื่น ๆ  ซึ่งเป็นเรื่องปกติของห้องแต่งตัวของทีมคู่แข่งในสนามฟุตบอลที่มักจะไม่ได้รับความสะดวกสบาย

ประวัติสนามแข่งขันของทีมเลสเตอร์ ซิตี้

สนามเหย้าของทีมเลสเตอร์ เดิมตั้งอยู่บนถนนฟิลเบิร์ต ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ปี 1891 และมีการต่อเติมเพิ่มจำนวนที่นั่งมาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าในปี 1989 ก็เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรขึ้น ส่งผลให้ในปีถัดมามีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงถึงต้นเหตุของการสูญเสียครั้งดังกล่าว โดยมีรายงานจากเทย์เลอร์ รีพอร์ตว่า ต้นเหตุมาจากการที่สนามที่เกิดเหตุนั้นมีผู้ชมมากเกินความจุและยังเป็นอัฒจรรย์แบบยืนทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงทำให้เกิดข้อบังคับให้ยกเลิกตั๋วเข้าชมแบบยืนและผู้เข้าชมทุกคนจะต้องมีที่นั่งเป็นของตนเอง ส่งผลให้ทางสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เริ่มมองหาสถานที่เพื่อสร้างสนามแห่งใหม่ขึ้น เนื่องมาจากสนามแห่งเดิมที่ตั้งอยู่บนถนนฟิลเบิร์ตนั้นมีความจุลดลงอย่างมาก โดยเหลือเพียงแค่ 21,500 ที่นั่งเท่านั้นแม้ว่าจะมีการต่อเติมเพิ่มขึ้นแล้วก็ตาม ประจวบเหมาะกับในฤดูกาล 1994-1995 เลสเตอร์ ซิตี้ ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนสามารถกลับขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้ง ทำให้ความนิยมของแฟนบอลมีมากขึ้น และต้องการเข้ามาชมในสนามเมื่อทีมลงแข่งขันจนตั๋วขายหมดเกลี้ยงแทบทุกนัด ความจุจำนวน 21,500 ที่นั่งจึงดูเหมือนจะไม่เพียงพอต่อไปอีกแล้ว ทำให้ผู้บริหารของทีมต้องกลับมารื้อแผนสร้างสนามขึ้นใหม่อีกครั้ง ตามหลังทีมในระดับเดียวกันอย่างสโต๊ค ซิตี้ และดาร์บี้ เคาท์ตี้ ที่เพิ่งย้ายสนามเหย้าแห่งใหม่ไปก่อนหน้านี้ จนกระทั่งในปี 2001 เป็นฤกษ์งามยามดีที่ทางสโมสรริเริ่มโครงการก่อสร้างสนามแห่งใหม่ขึ้นบ้าง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี กว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการในซีซั่น 2002-2003

พิธีเปิด

ในวันที่ 23 กรกฎาคม ปี 2002 แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตดาวเตะชื่อดังของสโมสร เปิดตัวด้วยรถบรรทุกยี่ห้อ Walkers ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสปอนเซอร์หลักของสโมสร ก่อนที่จะใช้กรรไกรขนาดยักษ์ตัดริบบิ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสนามแห่งนี้ได้ถูกเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนการแข่งขันนัดแรกในสนามดังกล่าวนั้นมีขึ้นในอีก 12 วันถัดมา โดยเป็นการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมดังจากสเปนอย่างแอธเลติก บิลเบา (Athletic Bilbao) และแข่งขันแมตช์ที่มีการนับผลการแข่งขันนัดแรกกับทีมวัตฟอร์ด โดยมีผู้เข้าชมจำนวน 31,022 คน ซึ่งเลสเตอร์ เอาชนะไป 2-0 นอกจากนี้ในฤดูกาลดังกล่าวทีมจิ้งจอกสยาม ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนสามารถกลับขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

ความเป็นเจ้าของ

ในปัจจุบันสนามกีฬาแห่งนี้ถูกแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมของทีมจิ้งจอกสยาม รวมไปถึงผู้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังเรียกขานกันว่า “คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม” ซึ่งชื่อดังกล่าวถูกใช้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2011 ระยะเวลาเกือบหนึ่งปีหลังจากที่คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจชาวไทยผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นประธานกลุ่มธุรกิจคิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี เข้าซื้อสโมสร นอกจากนี้ในปี 2013 เพื่อการเป็นเจ้าของกิจการของเลสเตอร์ ซิตี้โดยสมบูรณ์ ทางคิง เพาเวอร์จึงเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดของสโมสรผ่าน K Power Holdings Co., Ltd. ต่อจากกลุ่มธุรกิจสัญชาติอเมริกาอย่าง American Pension Fund Manager

ชื่อของสนาม

หลังจากที่สโมสรหมดสัญญากับทาง Walkers ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักและได้สิทธิ์ในชื่อสนามมาตั้งแต่ปี 2002 ส่งผลให้ในฤดูกาล 2011-2012 ทางคิง เพาเวอร์ ได้สิทธิ์นั้นไปครองและเปลี่ยนชื่อเป็นคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

 

ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้คนปัจจุบัน

อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา (สกุลเดิม: รักศรีอักษร) เป็นนักธุรกิจชาวไทยเป็นประธานสโมสรเลสเตอร์ชิตี บุตรชายคนเล็กของทายาทเจ้าของธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีอากรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ นอกจากนี้ อัยยวัฒน์ยังดำรงตำแหน่งรองประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553-2561 และดำรงตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลเอาด์-เฮเฟอร์เลเลอเฟิน ในประเทศเบลเยียม ที่นายวิชัย ศรีวัฒนประภา มอบหมายให้

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรลิเวอร์พูล

สโมสรลิเวอร์พูล หงส์แดงจะไม่มีวันเดินคนเดียว  You’ll Never Walk Alone

สโมสรลิเวอร์พูล

สโมสรลิเวอร์พูล สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูล เทศมณฑลเมอร์ซีไซด์ ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอังกฤษครองแชมป์ดิวิชัน 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 3 ครั้ง และฟุตบอลลีกคัพซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศอังกฤษ อีก 8 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษ 1970 – 1980 เมื่อบิลล์ แชงคลีและบ็อบ เพลสลี่ย์พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 7 ใบ

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรเพื่อนบ้านอย่าง เอฟเวอร์ตันและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลิเวอร์พูลเปลี่ยนจากเสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 มีฉายาในภาษาไทยว่า “หงส์แดง” พร้อมด้วยคำขวัญ “You’ll Never Walk Alone”

 สโมสรลิเวอร์พูล ประวัติของสโมสร

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล

1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางการในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

ก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษ

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี

สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535กับลีกคัพ 1 ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศและระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ, เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล 2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพ ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยชาริตีชีลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี, สตีเวน เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน รีเซ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เฌราร์ อูลีเย ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอูลีเยคือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล 2002/03) และแชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสมอทีม เอซี มิลาน เป็น 3-3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3-0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี ดูเด็ค และ เจมี คาร์ราเกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด คู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล 1989/90) จากการคุมทีมของ เคนนี ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิชสามารถนำ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)

ในฤดูกาล 2009-2010

ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้ ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย[3] และแทนที่โดย รอย ฮอดจ์สัน อดีตผู้จัดการทีม สโมสรฟูแลม[4] ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2010–11 สโมสรลิเวอร์พูลนั้นเสี่ยงต่อการล้มละลาย เนื่องจากแบกรับหนี้สินเป็นจำนวนมากจากการทำงานของ จอร์จ ยิลเลตต์ และ ทอม ฮิกส์ ทำให้ต้องขายสโมสร ต่อมา จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี เจ้าของทีม บอสตัน เรด ซ็อกซ์และนิว อิงแลนด์ สปอร์ตส์ เวนเจอร์ส ได้ซื้อสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตุลาคม 2010[5] ผลการแข่งขันที่ย่ำแย่ในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ฮอดจ์สันลาออกจากตำแหน่ง โดยมี เคนนี ดัลกลิช กลับมาคุมทีมอีกครั้ง[6] โดยในฤดูกาล 2011-12 สามารถคว้าแชมป์ในรายการ คาร์ลิงคัพ ได้สำเร็จเป็นสมัยที่แปดจากการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซีตี ผลประตูรวม 3-2[7] ในฤดูกาล 2011-12 ลิเวอร์พูลจบที่อันดับที่ 8 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่แย่ที่สุดในรอบ 18 ปี[8] ทางสโมสรก็ได้ปลดดัลกลิชออกจากตำแหน่ง[9][10] เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทางสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง เบรนดัน ร็อดเจอส์ อดีตผู้จัดการทีมสวอนซีซิตี เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่[11]

ในฤดูกาล 2013-14 ลิเวอร์พูลมีโอกาสสูงที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในช่วงท้ายฤดูกาลสามารถทำสถิติชนะรวดติดต่อกันมากถึง 11 นัด และลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าของทีมก็เป็นผู้เล่นที่ยิงประตูได้สูงสุงของลีก ทำให้เป็นทีมมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของตารางคะแนน แต่ทว่าในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ลิเวอร์พูลไปแพ้ต่อ เชลซี และเสมอต่อ คริสตัลพาเลซ ทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี ซึ่งเป็นทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับสอง แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด สามารถแซงหน้าและได้แชมป์ไปในที่สุด ด้วยคะแนน 86 คะแนน ขณะที่ลิเวอร์พูลทำได้ 84 คะแนน จบฤดูกาลลงด้วยอันดับที่สอง[12][13][14] และได้กลับไปแข่งขันในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง โดยยิงประตูไป 101 ลูก นับเป็นการยิงประตูมากที่สุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1895–96 ที่ยิงประตูไป 106 ลูก[15][16] หลังผลงานน่าผิดหวังในฤดูกาล 2014-15 ทำให้ลิเวอร์พูลจบอันดับที่ 6 ในลีกพร้อมกับเริ่มต้นฤดูกาล 2015-16 ที่ย่ำแย่ ทำให้ เบรนดัน ร็อดเจอส์ ถูกไล่ออกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2015[17] โดยมี เยือร์เกิน คล็อพ มาแทน[18] โดยเป็นผู้จัดการทีมคนที่สามที่เป็นชาวต่างชาติในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล[19] ในฤดูกาลแรก คล็อพ นำสโมสรเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในรายการ ฟุตบอลลีกคัพ และยูฟ่ายูโรปาลีก แต่จบด้วยการเป็นรองชนะเลิศทั้งสองรายการ

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ทีมปีศาจแดง ทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีสนามเหย้าคือโอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสโมสรหนึ่ง โดยชนะเลิศแชมป์ลีก 20 ครั้ง (เอฟเอ พรีเมียร์ลีก/ดิวิชัน 1) ชนะเอฟเอคัพ 12 ครั้ง ฟุตบอลลีกคัพ 5 ครั้ง ชนะยูโรเปียนคัพ/ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 3 ครั้ง ชนะเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 ครั้ง และชนะยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพ อินเตอร์เนชันแนลคัพ ยูโรเปียนซูเปอร์คัพ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก และ ยูฟ่ายูโรปาลีก อย่างละ 1 ครั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรกีฬาที่ได้รับความนิยม โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีสถิติผู้เข้าชมในสนามมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษตลอด 34 ฤดูกาล ยกเว้นในฤดูกาล 1987–89 ที่มีการปรับปรุงสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด  แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 สโมสรปรับปรุงรูปแบบดำเนินกิจการเป็นบริษัทมหาชน อย่างไรก็ตาม ต่อมานักธุรกิจชาวอเมริกัน มัลคอล์ม เกลเซอร์ เข้าครอบครองแบบไม่เป็นมิตร เป็นผลสำเร็จ และนำสโมสรออกจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005

  • สโมสรในช่วงแรก (1878-1945)

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่จริงแล้วชื่อเดิมของสโมสรนั้น คือ “นิวตัน ฮีท ” ในปี ค.ศ. 1878 พนักงานการรถไฟสายแลงคาเซี้ยร์ แอนด์ ยอร์คเชียร์ แผนกรถสินค้าและรถโดยสารของบริษัทรถไฟแอล.และวาย. (Lancashire and Yorkshire Railway (LYR) ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารมื้อเย็นอยู่นั้น พวกเขตลอาได้ร่วมก่อตั้งทีมฟุตบอลกันขึ้นมา และตระเวนเล่นกันอยู่ในแถบเมืองนอร์ธกราวด์ ซึ่งอยู่ในนิวตัน ฮีท สถานที่ซ้อมก็ใช้รางรถไฟ เป็นเส้นแบ่งเขตสนาม โดยชุดแข่งที่ใช้เสื้อสีเขียว-เหลือง อย่างละครึ่ง กางเกงสีดำเป็นชุดเก่ง  ในปี 1885 สมาชิกในทีมได้ตัดสินใจติดต่อกับการรถไฟ และก่อตั้งทีมเพื่อเป็น บริษัท จำกัด โดยใช้ชื่อว่า นิวตัน ฮีท ฟุตบอลคลับ ผลงานชิ้นแรกของเขาคือการคว้าแชมป์ แมนเชสเตอร์ คัพมาครอง

  • ยุคของเซอร์ แมตต์ บัสบี (1945-1969)

แมตต์ บัสบีได้เข้ามาคุมทีมในปี 1945 เขาได้นำความสำเร็จมาสู่สโมสรฟุตบอลได้อย่างรวดเร็ว โดยได้อันดับสองของฟุตบอลลีกในปี 1947 และชนะเลิศเอฟเอ คัพในปีต่อมา

บัสบีเป็นคนที่ดึงนักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาหลายคน จนได้แชมป์ลีกในปี 1956 ด้วยอายุเฉลี่ยของนักเตะเพียง 22 ปีเท่านั้น ในปีต่อมา เขาก็ได้พาทีมเป็นแชมป์ลีกอีกครั้ง และยังเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ แต่ไปไม่ถึงดวงดาวโดยการพ่ายแพ้ต่อแอสตัน วิลลา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมแรกของอังกฤษที่ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลยูโรเปียนคัพ และยังได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกด้วย

  • ลุ่มๆ ดอนๆ (1969-1986)

สโมสรได้พยายามหาตัวแทนที่เหมาะสมของบัสบี โดยใช้ผู้จัดการทีมไปหลายคน ได้แก่ วิฟ แมคกิวเนส, แฟรงค์ โอฟาร์เรล ก่อนที่ ทอมมี โดเคอร์ตี้เข้ามาคุมทีมในปี 1972 เขาได้ช่วยทีมให้รอดจากการตกชั้น แต่อย่างไรก็ดี ทีมก็ได้ตกชั้นลงไป

  • ยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (1986-2013)

ในช่วงปี 1998-99 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ ซึ่งประกอบด้วยพรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ และยูฟาแชมเปียนส์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกันอย่างน่าประทับใจ และจากการคว้าสามแชมป์ ทำให้อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบถที่ 2 เป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพื่อตอบแทนผลงานที่สามารถสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติให้แก่ประเทศ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ได้รับตำแหน่งเซอร์คนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร โดยผู้ที่ได้รับคนแรกคือ เซอร์แมตต์ บัสบี คนที่สองคือ เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

  • 2013–2016

ในฤดูกาล 2013-14 หลังจากที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ประกาศวางมือจากการคุมทีมไป หลังจากที่คุมทีมมาอย่างยาวนานกว่า 26 ปีครึ่ง ทางทีมและทางตัวของเฟอร์กูสันได้แต่งตั้ง เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตันชาวสกอต ให้มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่แทน แต่ปรากฏว่าผลงานของมอยส์ทำให้ทีมมีผลงานย่ำแย่มาก จนในที่สุดเมื่อจบฤดูกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้เพียงแค่อันดับ 7 ไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรายการภาคพื้นทวีปได้ทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หรือยูโรปาลีก อีกทั้งยังทำอีกหลายสถิติที่ย่ำแย่ จนกลายเป็นสถิติที่แย่ที่สุดของทีมในรอบ 19 ปี ในที่สุดก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลเพียงแค่ 4 นัด ผู้บริหารทีมก็ตัดสินใจปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับแต่งตั้งไรอัน กิกส์ ปีกซ้ายชื่อดังของทีมวัย 40 ปี รับผิดชอบหน้าที่ผู้จัดการทีมชั่วคราวและผู้เล่นไปในตัวด้วย จนกว่าจะหาผู้จัดการทีมคนใหม่ได้

เริ่มต้นฤดูกาล 2016–17 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ตั้ง โชเซ มูรีนโย เข้ามาเป็นผู้จัดการทีม เขาได้ประกาศกร้าวว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้ เขาทำผลงานดีในสามนัดแรก แต่หลังจากนั้นไม่ชนะถึงหกเกม ก่อนที่จะไร้พ่ายถึง 24 นัดซึ่งเป็นสถิติของเขาอีกด้วย แต่ก็เสมอในบ้านไปถึง 9 นัด ซึ่งเสมอแบบไม่จำเป็นอย่างมาก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่สามที่รู้อันดับของตัวเอง ต่อจากเชลซีและเอฟเวอร์ตัน จนถูกล้อเลียนอย่างมากมาย แต่ก็สามารถคว้าแชมป์อีเอฟแอลคัพและยูฟ่ายูโรปาลีกได้สำเร็จ

 

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

โอลด์แทรฟฟอร์ด (อังกฤษ: Old Trafford) เป็นสนามกีฬาฟุตบอลในเมืองโอลด์แทรฟฟอร์ด, เกรตเตอร์แมนเชสเตอร์, ประเทศอังกฤษ และเป็นสนามเหย้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มีจำนวนความจุ 75,635 ที่นั่ง  โอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นสนามกีฬาของสโมสรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาหลายๆทีมในสหราชอาณาจักร เป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 และเป็นสนามกีฬาฟุตบอลขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 และใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ในทวีปยุโรป สนามแห่งนี้อยู่ห่างจากโอลด์แทรฟฟอร์ดคริกเกตกราวนด์ 0.5 ไมล์ (800 เมตร) และอยู่ติดกันกับป้ายรถราง

โอลด์แทรฟฟอร์ด ได้ถูกขนามนามจากบ็อบบี ชาร์ลตันว่า”โรงละครแห่งความฝัน” ใช้เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1910 อย่างไรก็ตามในช่วงปี ค.ศ. 1941 จนถึง ค.ศ. 1949 สโมสรได้ใช้สนามเมนโรดร่วมกับทีมคู่แข่งอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี เนื่องจากสนามได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของสงครามโลกครั้งที่สอง

 

อดีตนักเตะที่มีชื่อเสียง ของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

  • เดวิด เบคแคม

เดวิด รอเบิร์ต โจเซฟ เบคแคม  (อังกฤษ: David Robert Joseph Beckham) OBE เกิดวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 เป็นอดีตนักฟุตบอลชายชาวอังกฤษ เขาเคยเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, เพรสตันนอร์ทเอนด์, เรอัลมาดริด, เอซี มิลาน, แอลเอ กาแล็กซี่ และปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง และเคยเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ในปี 1996 จนถึง ปี 2009 และเคยเป็นกัปตันทีมของทีมชาติอังกฤษด้วย

เบคแคมเป็นนักเตะหนึ่งในสี่คนที่เล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มากกว่า 100 นัด เขายังเป็นนักเตะที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 113 ครั้ง มากที่สุดเป็นอันดับ 2 และเป็นคนอังกฤษเพียงคนเดียวที่ทำประตูได้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 3 ครั้ง ใน ฟุตบอลโลก 1998, 2002 และ 2006 โดยยิงประตูให้ทีมชาติรวมทั้งหมด 17 ประตู

เบคแคมได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นนายทหารแห่งจักรวรรดิบริเตน (Officer of the Order of the British Empire) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2

ซึ่งชื่อเสียงของเบคแคมนั้นคนทั่วโลกรู้จักเขาเป็นอย่างดีทั้งรุ่นต่อรุ่นโดยผลงานของเขาสามารถสร้างชื่อเสียงไว้มากมายทั้งใน ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ และการค้าแข้งให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) เดวิด เบคแคม ประกาศที่จะเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพหลังจากที่การแข่งขันลีก 1 ของฝรั่งเศส (Ligue 1) ฤดูกาล 2012-13 ภายใต้สโมสร ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง สิ้นสุดลง

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลฟูลัม

สโมสรฟุตบอลฟูลัม ทีมเจ้าสัวน้อย แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สโมสรฟุตบอลฟูลัม

สโมสรฟุตบอลฟูลัม สโมสรฟุตบอลฟูลัม (อังกฤษ: Fulham Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกของฟุตบอลอังกฤษ ก่อตั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879) สนามเหย้าปัจจุบันใช้สนามเครเวนคอตทิจในกรุงลอนดอน โดยฟูแลมอยู่ภายใต้การครอบครองของโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด นักธุรกิจชาวอียิปต์ได้มอบเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการซื้อนักเตะเข้าทีม ฟูลัมเคยดึงนักเตะชื่อดังอย่าง กาเบรียล โอแบร์กต็อง นักเตะทีมชาติฝรั่งเศสมาด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ ทำผลงานได้ดีมากและใน2015-16ทำให้ทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จในปี 2015-2016ซึ่งในช่วงท้ายฤดูกาลนั้นฟูลัมจำเป็นต้องชนะใน 3 นัดสุดท้ายเพื่อลุ้นแชมป์โดยนัดสุดท้ายฟูลัมชนะพอร์ทสมัธ1-0จากแดนนี เมอร์ฟี อดีตนักเตะลิเวอร์พูล ทำให้ฟูลัมเลื่อยอันดับไปอยู่ที่ 1 ที่จะมีการปรับเปลี่ยนทีมซึ่งทำให้ฟูลัมซึ่งคว้าแชมป์สมัยแรกเป็นทีมได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปซึ่งในฤดูกาล 2015-2016 ฟูลัมซึ่งได้โควตาเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปียร์ลีก (เปลี่ยนชื่อจากยูฟ่าคัพ) ฝ่าด่านทีมดังอย่างชัคเตอร์ โดห์เนตค์, ยูเวนตุส, ฮัมบูร์ก เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ในยุคของ รอย ฮอดจ์สัน แต่ก็แพ้ อัตเลตีโกมาดริด ทีมจากสเปน

สโมสรฟุตบอล ฟูแล่ม ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2422 ตั้งอยู่ที่เมืองฟูแล่ม แถบแม่น้ำเทมส์ ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เป็นสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมามากกว่า 100 ปี ยุคที่ฟูแล่มอยู่ภายใต้การดูแลของโมฮัมหมัด อัลฟาเยดนั้นนักธุรกิจชาวอิยิปต์รายนี้ได้มอบเงินจำนวนมหาศาลในการทำทีม จนฟูแล่มได้ฉายาว่าทีมเจ้าสัวน้อย แต่ปัจจุบันได้มีมหาเศรษฐีรายใหม่เข้ามาซื้อทีมต่อนั่นก็คือซาฮีด ข่านนักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายปากีสถานซึ่งเขาเป็นเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล แจ็คสันวิลล์ จากัวส์ด้วย

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลฟูลัม
ฉายา  : The Cottage เจ้าสัวน้อย (ภาษาไทย)
ก่อตั้ง : พ.ศ. 2422 (ค.ศ. 1879)
สนาม : เครเวนคอตทิจ ลอนดอน
ความจุ : 25,700 ที่นั่ง
เจ้าของ : ชาฮีด ข่าน
ประธาน :ชาฮีด ข่าน
ผู้จัดการ :  สลาวีชา ยอคานอวิช
ลีก : พรีเมียร์ลีก 2017–2018 แชมเปียนชิป อันดับที่ 3 (เลื่อนชั้น)
เว็บไซต์สโมสร : http://www.fulhamfc.com/

สโมสรฟุตบอลฟูลัม สนามเครเวนคอตทิจ

The Cottage, Fortress Fulham  กระท่อมน้อย หรือป้อมปราการแห่งฟูลัม เครเวนคอตทิจ (อังกฤษ: Craven Cottage) เป็นสนามฟุตบอลตั้งอยู่ที่ย่านฟูลัม กรุงลอนดอน และเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลฟูลัมตั้งแต่ ค.ศ. 1896

ที่ตั้ง ฟูลัม, ลอนดอน, SW6 6HH
พิกัดภูมิศาสตร์: 51°28′30″N 0°13′18″W
เจ้าของ สโมสรฟุตบอลฟูลัม
ผู้ดำเนินการ สโมสรฟุตบอลฟูลัม
พื้นสนาม หญ้า (ไฟเบรลาสติก)
ความจุ 25,700 ที่นั่ง
สถาปนิก ชาวสกอตแลนด์ อาร์ชิบอลด์ ลีช
เปิดใช้สนาม ค.ศ. 1896
ผู้ใช้งาน
(1896–2002,
(2000–2003)
(2004–ปัจจุบัน)
รักบี้ (RFL แชมเปียนส์ชิพ) (1980–1984)

 

สลาวีชา ยอคานอวิช ผู้จัดการทีมฟูลัมคนปัจจุบัน

สลาวีชา ยอคานอวิช (เซอร์เบีย: Slaviša Jokanović; เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2511) เป็นนักฟุตบอลชาวเซอร์เบีย เล่นในยุค 1990-2000 เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ เขามีเอกลักษณ์คือลูกโหม่งกลางอากาศที่ยอดเยี่ยม ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลฟูลัม

ประวัติการเล่นฟุตบอล

  • วอยวอดีนา

ยอคานอวิช เกิดที่เมืองนอวีซาด เมืองในสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย เริ่มเล่นฟุตบอลที่บ้านเกิดของตนในชุดเยาวชนกับสโมสรฟุตบอลนอวีซาด ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่อย่างรวดเร็วโดยได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมในสโมสรฟุตบอลวอยวอดีนา ด้วยอายุ 20 ปี ของเขาซึ่งช่วยให้ทีมวอยวอดีนาคว้าอันดับหนึ่งของลีกนานาชาติ ได้ในฤดูกาล 1988-89 ด้วยการยิงไป 4 ประตู และลงเล่นไป 24 นัด

  • พาร์ทีซัน

ในปี 1990 ยอคานอวิชได้ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลพาร์ทีซัน ในปีที่สองของเขาเขาช่วยสโมสรชนะถ้วยในประเทศและในสามฤดูกาลของเขายิงได้อย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะ 13 ประตูในลีก ยอคานอวิชเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลายคนที่ให้ช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ได้ลีก ซึ่งเขาได้ช่วยให้สโมสรได้ 103 คะแนน จากการลงเล่น 36 นัดทั้งหมด

  • เรอัลโอเบียโด / เตเนรีเฟ

หลังจากการโชว์ฟอร์มที่น่าประทับใจของ สโมสรฟุตบอลพาร์ทีซัน ยอคานอวิชเซ็นสัญญากับเรอัลโอเบียโดใน สเปน โดยในช่วงสองฤดูกาลของเขาที่อยู่กับโอเบียโด เขาได้พบเพื่อนจากประเทศเดียวกันหลายคน อาทิ วานโก วานโควิช, นิโคลา เยอร์คาน, โรเบิร์ต โพรชายเนสกี ต่อจากนั้นเขาได้เซ็นสัญญากับทีมในลาลีกาอย่างเซเด เตเนรีเฟ โดยเป็นสื่อในการรวมหมู่เกาะคะแนรี ซึ่งสี่ฤดูกาลที่เขาอยู่กับเตเนรีเฟเขาได้ลงเล่นมากกว่า 120 นัด และทำประตูไปได้ 17 ประตู โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญขอเตเนรีเฟในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

  • เดปอร์ตีโบเดลาโกรูญา

ในปี 1999 ในช่วงฤดูร้อน ยอคานอวิชในอายุ 31 ปี ทำสัญญากับเดปอร์ตีโบเดลาโกรูญา ซึ่งเขามีกองกลางชาวบราซิลสองคนอย่างมาอูรู ซิลวา และโดนาตู กามา ดา ซิลวา มาช่วยกันทำเกมและตัดเกมจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทั้งสามคนเป็นกองกลางคนสำคัญที่มีส่วนร่วมทำให้ลาโกรูญาคว้าแชมป์ลาลีกามาครองได้สำเร็จในฤดูกาล 1999-2000

  • เชลซี / เรอัลมูร์เซีย

หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งฤดูกาลกับลาโกรูญา ยอคานอวิชก็ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลเชลซี ทีมในพรีเมียร์ลีก เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2000 ด้วยค่าตัว 1.7 ล้านปอนด์ เขาได้ลงเล่นค่อนข้างน้อยในช่วงสองฤดูกาลเพราะอายุที่เริ่มมากขึ้นและถูกปล่อยตัวในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2002 ในวัย 34 ปี และแขวนสตั๊ดของเขาในช่วงที่สองกับการย้ายมาเล่นในลีกสเปนกับเรอัลมูร์เซีย ซึ่งได้แค่สามเดือน และลงสนามเพียง 6 นัดเท่านั้น

ประวัติการคุมสโมสร

  • พาร์ทีซัน

ยอคานอวิชอาศัยอยู่ในมาดริดตอนที่เขาเข้ามาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2007 อย่างไรก็ตามสามเดือนต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลพาร์ทีซัน

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2008 ทีมพาร์ทีซันสามารถคว้าทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ถ้วยภายใต้การคุมทีมของยอคานอวิช ยอคานอวิชยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ผู้ฝึกสอนที่ดีที่สุดในเซอร์เบีย” จากสมาคมฟุตบอลเซอร์เบีย แต่เขาปฏิเสธที่จะรับรางวัลนี้เนื่องจากพาร์ทีซันทำผลงานได้แย่ในถ้วยยุโรปอย่างยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2008-09 รอบแบ่งกลุ่ม

ในฤดูกาลแรกในการเป็นผู้จัดการทีมของเขา ยอคานอวิชนำพาร์ทีซันชนะในลีกกับพร้อมกับแซงหน้าอดีตสโมสรเก่าที่เคยเล่นอย่างสโมสรฟุตบอลวอยวอดีนา ดังนั้นเขาก็กลายเป็นผู้ฝึกสอนคนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแชมป์ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2009 เขาก็ออกจากตำแหน่งโดยความยินยอมร่วมกัน  ด้วยการอำลาสโมสรประมูลผ่านจดหมายเปิดผนึก

  • เมืองทอง ยูไนเต็ด

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ทำสัญญากับยอคานอวิชอย่างเป็นทางการ เขาได้ลงคุมทีมนัดแรกในนัดกระชับมิตรก่อนเปิดฤดูกาลกับสโมสรฟุตบอลจังหวัดนครราชสีมา ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวา 2550 จังหวัดนครราชสีมา ผลเสมอกันไป 0-0 ส่วนการคุมทีมลงสนามไทยพรีเมียร์ลีก 2555 นัดแรก ลงสนามพบกับบีอีซีเทโร ศาสน ที่สนามเอสซีจีสเตเดียม ผล เมืองทองฯ ชนะ 2-1 โดยเมืองทองฯ ได้ประตูจากลูกยิงไกลของดัสกร ทองเหลา และการโหม่งทำประตูของดาโน เซียกา ในช่วงท้ายเกม และในฤดูกาล 2555 นี้ได้พาทีมเมืองทองยูไนเต็ดคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 3 พร้อมสถิติทำไร้พ่าย

 

สมชื่อเจ้าสัว! ฟูลัมน้องใหม่เสริทัพทะลุ 100 ล้านปอนด์

เจ้าสัวน้อยกลายเป็นทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีกทีมแรกที่ใช้เงินเสริมทัพเกิน 100 ล้านปอนด์ในตลาดซัมเมอร์ จารึกสถิติเป็นน้องใหม่พรีเมียร์ลีกทีมแรกที่ช็อปผู้เล่นทะลุหลัก 100 ล้านปอนด์ หลังรวบนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพถึง 13 ราย

เจ้าสัวน้อยได้ผู้เล่นเข้ามาเสริมในวันสุดท้ายของตลาดถึง 5 คน ประกอบด้วย เซร์คิโอ ริโก้, โจ ไบรอัน, ลูเซียโน เวียตโต้, อ็องเดร อ็องกีสซา และ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาจัดการคว้านักเตะอย่าง ฌอง มิเชล ซาร์รี, อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช, อัลฟี มอว์สัน, ฟาบรี้, มักซิม เลอร์ มาร์ชานด์, อันเดร ชูร์เร, คอลัม แชมเบอร์ส และ ตาโย เอดุน เข้ามาเสริมก่อนแล้ว

ในจำนวนนี้มีนักเตะ 7 รายที่ทีมของ สลาวิซา โยคาโนวิช ควักเงินซื้อขาด ประกอบด้วย อ็องเดร อ็องกีสซา (30 ล้านปอนด์), ฌอง มิเชล ซาร์รี (27 ล้านปอนด์), อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช (18 ล้านปอนด์), อัลฟี มอว์สัน (15 ล้านปอนด์), โจ ไบรอัน (6 ล้านปอนด์), ฟาบรี้ (5 ล้านปอนด์) และ มักซิม เลอร์ มาร์ชานด์ (3.5 ล้านปอนด์)

รวมแล้วฟูลัมใช้เงินในตลาดนักเตะซัมเมอร์ไปสูงถึง 104.5 ล้านปอนด์ กลายเป็นน้องใหม่ทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ใช้เงินเกิน 100 ล้านปอนด์ทันที

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรพอร์ทสมัธ

สโมสรพอร์ทสมัธ “ปอมปีย์” สโมสรฟุตบอลเก่าแก่ของอังกฤษ

สโมสรพอร์ทสมัธ

สโมสรพอร์ทสมัธ สโมสรฟุตบอลพอร์ตสมัท เป็นสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ในเมืองพอร์ตสมัท ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2441) ปัจจุบันเล่นอยู่ในระดับฟุตบอลลีกทู เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ 2 สมัย ในปี 1949 และ 1950 โดยพวกเขาเล่นที่สนามแฟรตตันพาร์ก ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันคือพอล คุ้ก

ในฤดูกาล 2009-2010 พอร์ตสมัทถูกตัด 9 คะแนนเนื่องจากประสบปัญหาด้านการเงินและฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ทั้งที่มีนักเตะอย่าง เฟเรดิก ปิกิยอน, สตีฟ ฟินแนน, อารูน่า ดินดาน, เจมี่ โอฮาร่า รวมถึงปัญหาในด้านการบริหารที่เจ้าของสโมสรเปลี่ยนมือบ่อยครั้งทำให้สโมสรตกชั้นสู่เดอะแชมเปี้ยน ชิพด้วยอันดับ20 แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพด้วยการชนะทอตแนมฮ็อตสเปอร์ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ สร้างความตกตะลึงไปทั่ววงการเนื่องจากพอร์ตสมัทอยู่ในช่วงปัญหารุมเร้าทั้งด้านการเงิน นักเตะและการบริหารทีมต่างจากทอตแนมฮ็อตสเปอร์ที่เพียบพร้อมกว่าทำให้วีรกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

พอร์ตสมัทมีแฟนบอลอันดับหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงชื่อจอห์น เวสต์วูดส์ ซึ่งรักสโมสรชนิดเข้าสายเลือดถึงขนาดเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น จอห์น แอนโทนี่ พอร์ตสมัท ฟุตบอลคลับ เวสต์วูดส์ ซึ่งมีเอกลักษณ์ในการแต่งตัวโดยใส่หมวกยาวสีน้ำเงินมีตราสโมสร ใช้กระดิ่งในการเชียร์ ใส่เสื้อกั๊กลายหมากรุกสีฟ้าสลับขาว โดยเรื่องราวของเขาถูกนำไปทำสารคดีเรื่อง The True Pompey Fan’s Miscellany

ชื่อเต็ม Portsmouth Football Club
ฉายา Pompey, The Blues
ก่อตั้ง ค.ศ. 1898
สนาม แฟรตตันพาร์ก
พอร์ตสมัท
ความจุ 21,178
เจ้าของ ปอมปีย์ ซัพพอร์ตเตอร์ ทรัสต์
ประธาน เอียน แม็คอินเนส
ผู้จัดการ พอล คุ้ก อังกฤษ
ลีก ฟุตบอลลีกทู
2014-2015 อันดับที่ 16 (ลีกทู)

 

สโมสรพอร์ทสมัธ   “จอห์น เวสต์วูด” คนบ้าแห่งพอร์ทสมัธ

สวัสดีค่ะ แน่นอนว่ามีเรื่องราวดีๆมาฝากเหมือนเช่นเคย จะพาไปทำความรู้จักแฟนบอลรายหนึ่ง ที่มีเรื่องราวชีวิต และไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจเขาคือ “จอห์น อันโธนี่ เวสต์วูด”

เวสต์วูด เกิดในย่านลิสส์, แฮมป์เชียร์ เมืองทางตอนใต้ของอังกฤษ ปัจจุบันอายุ 50 ปี และมีอาชีพหลัก เป็นพนักงานที่ “Petersfield Bookshop” ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือเก่า

มองภายนอก เขาเหมือนพนักงานทั่วไป จากการแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตเฉิ่มๆ, เน็คไทเชยๆ ท่ามกลางหนังสือโบราณแสนน่าเบื่อ หน้าที่ประจำคือแนะนำลูกค้า, จัดเรียงหนังสือตามหมวดหมู่ และเช็คสต๊อค พูดได้ว่า การงานตีกรอบให้อยู่ในโลกแคบๆ แต่หลังจากเลิกงาน เขายังมีโลกกว้างอีกใบรออยู่

จากร้านหนังสือ สู่ห้องนอนส่วนตัว ที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาว-น้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นฝาผนัง, เพดาน, ประตู โดยมีตราสโมสร “พอร์ทสมัธ เอฟซี” ประดับประดาเต็มไปหมด

ภาพเหล่านี้ ทำให้พวกเรารู้แล้วว่า โลกกว้างอีกหนึ่งใบ คือการเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของพอร์ทสมัธ อีกหนึ่งสโมสรเก่าแก่ของอังกฤษ นั่นเอง

เวสต์วูด เปิดเผยว่า “มีโอกาสชมเกมที่พอร์ทสมัธ ลงเตะครั้งแรกในปี 1976 เปรียบเสมือนรักแรกพบ ทำให้ตามเชียร์สโมสรแห่งนี้ เป็นระยะเวลาร่วม 40 ปีแล้ว”

เขาเหมือนแฟนบอลทั่วไป ที่เก็บสะสมทุกอย่าง ทั้งเสื้อแข่ง, ของที่ระลึก และหนังสือพิมพ์ แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างคือ “ความเป็นตัวตน”

ดูจากการตัดสินใจเปลี่ยนชื่อกลางเป็น “จอห์น พอร์ทสมัธ ฟุตบอล คลับ เวสต์วูด” ถือเป็นแฟนบอลคนแรกของโลก ที่ทำอะไรแบบนี้

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำแฟชั่นการเชียร์ มาพร้อมกับหมวกทรงสูง, เสื้อกั๊กสุดแนว, กางเกงตราหมากรุก, รองเท้ายักษ์ เรียกได้ว่าแต่งแบบไม่แคร์สายตาคนรอบข้าง

เขามีรอยสักเกี่ยวกับ “ปอมปีย์” เกินกว่า 60 จุดบนเรือนร่าง ทั้งตราสโมสร, หน้านักเตะ, ถ้วยแชมป์ และประวัติศาสตร์ต่างๆ แถมสลักชื่อย่อทีม “PFC” บนฟันอีกด้วย

อุปกรณ์การเชียร์ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ขนมาอย่างครบครันทั้ง กระดิ่ง, แตร, กระพรวนและที่ขาดไม่ได้เลยคือขวดเบียร์ !!!

ก่อนเกมการแข่งขัน เขามักถูกรายล้อมด้วยแฟนบอลพอร์ทสมัธ ที่เข้ามาขอถ่ายรูป โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะความเป็นคนไม่ถือตัว และเป็นกันเอง

อย่างไรก็ตาม ยังมีแฟนบอลบางส่วนมองเวสต์วูด เป็นคนไม่ปกติ หรือชอบทำอะไรเพี้ยนๆ แต่นั่นไม่มีความหมายเลย หากเทียบความรักของเขา ที่มีต่อสโมสรแห่งนี้

หากใครเคยไปสนาม “แฟร็ตตัน พาร์ค” หรือชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ คงคุ้นชินกับภาพชายคนหนึ่ง ที่ยืนแหกปากร้องเพลงเชียร์ สลับกับการสั่นกระดิ่งเป็นระยะ

การยืนเชียร์นั้นเอง ทำให้เขาโดนหน่วยรักษาความปลอดภัยตามสนามต่างๆ หิ้วตัวออกไปสงบสติอารมณ์มานับไม่ถ้วน (หนักสุดถึงขั้นถูกแบนไม่ให้เข้าสนามในฐานะทีมเยือน)

ความโด่งดังของเจ้าตัว ถูกพูดถึงในวงกว้าง ขนาดสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง “BBC” เคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตมาแล้ว ภาพลักษณ์ของเขา ยังถูกยังนำไปสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ จนได้รับรางวัล “Portsmouth Open Art Competition”

ปัจจุบันเวสต์วูด อาจออกสื่อน้อยลง เนื่องจากพอร์ทสมัธ ประสบปัญหาการเงินรุมเร้า, โดนตัดแต้ม, ผลงานย่ำแย่ จนกระยิ้มกระสนไปเล่นในระดับลีก ทู ทั้งที่ 3-4 ปีก่อน “ปอมปีย์” ยังโลดแล่นอยู่ในระดับพรีเมียร์ลีก และคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2008 ด้วยการเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ 1-0

ตอนนั้นพวกเขามีซูเปอร์สตาร์มากมาย เดวิด เจมส์, เกล็น จอห์นสัน, ลาสซาน่า ดิยาร์ร่า, เปโดร เมนเดส, นิโก้ ครานชาร์, เอ็นวานโก้ คานู, มิลาน บารอส ฯลฯ

นั่นเป็นความทรงจำดีๆของแฟนบอลพอร์ทสมัธ ที่ไม่รู้อีกนานแค่ไหน เหตุการณ์เหล่านั้นจะหวนคืนมาอีกครั้ง

กาลเวลาอาจโหดร้ายสำหรับบางคน แต่สิ่งหนึ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลง คือเสียงกระดิ่งแห่งศรัทธาของ “จอห์น เวสต์วูด” ที่จะดังกังวานทั่วสนาม “แฟร็ตตัน พาร์ค” ต่อไป ดั่งรอยสักที่อยู่กลางหน้าอกของเขา “Portsmouth Till I Die” (พอร์ทสมัธ จวบจนลมหายใจสุดท้าย)

 

เดวิด เจมส์ อดีตนายทวารพอร์ทสมัธ ช่วงปี 2012–2013

เดวิด เบนจามิน เจมส์,เอ็มบีอี (อังกฤษ: David Benjamin James) เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1970 เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษเชื้อสายจาเมกา และเคยเป็นผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ ปัจจุบันเล่นฟุตบอลที่ประเทศอินเดียกับสโมสรเกรละ บลาสเตอร์ส เอฟซี เป็นสโมสรที่ตั้งอยู่ในรัฐเกรละ ลงแข่งในระดับอินเดียน ซุปเปอร์ลีก โดยเขาลงแข่งให้ทีมชาติอังกฤษ 53 ครั้ง โดยเริ่มลงแข่งทีมชาติเมื่อปี 1997

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 เขาถูกบันทึกว่าเป็นผู้รักษาประตูที่อายุมากที่สุดในรอบสุดท้าย ด้วยอายุ 39 ปี นอกจากนี้เดวิด เจมส์ยังเป็นผู้เล่นที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดอันดับสาม รองจากไรอัน กิ๊กส์และแฟรงค์ แลมพาร์ด และครองสถิติในพรีเมียร์ลีกคือเป็นผู้รักษาประตูที่รักษาสถิติไม่เสียประตูได้นานที่สุด

ในปี 2012 เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษชั้นเอ็มบีอี (Member of the Order of the British Empire) ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้วงการฟุตบอลและการกุศล

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสร แบล็คพูล

สโมสร แบล็คพูล สโมสรในลีกอังกฤษ  จากเมืองชายทะเลแลนคาเชียร์

สโมสร แบล็คพูล

สโมสร แบล็คพูล สโมสรฟุตบอลแบล็กพูล (อังกฤษ: Blackpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1887 จากเมืองชายทะเลแลนคาเชียร์ ในแบล็กพูล สโมสรได้ร่วมเข้าแข่งขันในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2010-11 ซึ่งถือเป็นลีกอาชีพสูงสุดในอังกฤษ ปัจจุบันผู้จัดการทีมคือ เอียน ฮอลโลเวย์ ที่เริ่มเข้าดูแลทีมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 สามารถนำทีมเข้าสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลแรกของเขา

สโมสรฟุตบอลแบล็กพูล ติดอยู่ในอันดับ 25 ในการจัดอันดับสโมสรอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล

ฉายา

-The Seasiders,
-The ‘Pool,
-The Tangerines

ก่อตั้ง : 26 กรกฎาคม 1887 (131 ปีมาแล้ว)

สนาม : บูมฟิลด์โรด แบล็กพูล, อังกฤษ (ความจุ: 16,220)

บูมฟิลด์โรด Bloomfield Road เป็นสนามฟุตบอลในแบล็คพูล แลนคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นบ้านของแบล็คพูลเอฟซี ตั้งแต่ ปี 2444 มีบันทึกการเข้าร่วมแข่งขันใน สนามบูมฟิลด์โรด อยู่ที่ 38,098 ครั้ง เมื่อ Blackpool เล่น Wolverhampton Wanderers ในวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1955

ที่สนามบูมฟิลด์โรด ยังเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬา ของแชมป์ยูฟ่าหญิง 2548  และยังเป็นสถานที่สำหรับการแข่งขันรอบสุดท้ายของ Northern Rail Cup ซึ่งเป็นการแข่งขันรักบี้ลีกในปี 2005

เจ้าของ : โอเวน ออยสตัน
ประธานสโมสร : คาร์ล ออยสตัน
ผู้จัดการทีม : นีล แม็คโดนัลด์
ลีก : อีเอฟแอลลีกวัน 2017-18 ลีกวัน, อันดับที่ 12 (จาก 24 ทีม)
เว็บไซต์สโมสร : https://www.blackpoolfc.co.uk/

สโมสร แบล็คพูล ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

  1. พอล ราชุบก้า
  2. สตีเฟ่น เครนี่ย์
  3. คีธ เซาเธิร์น
  4. นีล เอิร์ดลี่ย์
  5. เอียน อีวัตต์
  6. มาร์ลอน แฮร์วู้ด
  7. เบร็ตต์ ออร์เมร็อด
  8. เดวิด วอห์น
  9. แกรี่ เทย์เลอร์-เฟล็ตเชอร์
  10. Elliot Grandin
  11. อเล็กซ์ แบปติสต์
  12. ลุค วาร์นี่ย์
  13. คริส บาแช่ม
  14. Ludovic Sylvestre
  15. แม็ตธิว กิลค์ส
  16. ร็อบ เอ็ดเวิร์ดส
  17. Richard Kingson
  18. David Carney
  19. Salaheddine Sbaï
  20. ดี.เจ แคมป์เบลล์
  21. Siarhei Karnilenka
  22. Jason Puncheon
  23. แอนดี้ รีด
  24. James Beattie

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เยือน “เดอะซีไซเดอร์ส” แบล็คพูล

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เตรียมใช้ดาวรุ่งผสมกับแข้งสำรองลงเล่นในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 นัดเยือน “เดอะซีไซเดอร์ส” แบล็คพูล

ศึกฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบ 3 คืนวันที่ 5 ม.ค.นี้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะออกไปเยือน “เดอะซีไซเดอร์ส” แบล็คพูล ทีมจากลีกวัน ที่บลูมฟิลด์ โรด ในเวลา 00.30 น.

แบล็คพูล
นักเตะเจ็บ – จิมมี่ ไรอัน, มาร์ค คุลเลน, แมกซ์ เคลย์ตัน
เช็กความฟิต – จอร์แดน ธอมป์สัน

เทอร์รี่ แม็คฟิลลิปส์ กุนซือ “เดอะซีไซเดอร์ส” อยู่ในช่วงฟอร์มแย่ เพราะสะกดคำว่าชนะไม่เป็นมาแล้ว 4 เกม แต่ยังพร้อมจัดผู้เล่นชุดที่ดีที่สุดลงสนาม นำทัพโดย มาร์ค โฮเวิร์ด, เพาดี้ โอคอนนอร์, เจย์ สเปียริ่ง, คัลลัม กาย, และ เลียม ฟีนีย์

อาร์เซนอล
นักเตะเจ็บ – ร็อบ โฮลดิ้ง, เฮนริก มคิทาร์ยาน, เอมิล สมิธ โรว์, แดนนี่ เวลเบ็ค
เช็กความฟิต – เฮคตอร์ เบเยริน, นาโช มอนเรอัล, ชโคดราน มุสตาฟี่, เมซุต โอซิล

อูไน เอเมเรี่ กุนซือ “ปืนใหญ่” น่าจะส่งแข้งสำรองลงสนามหลายคน และพร้อมเปิดโอกาสให้พวกเด็กดาวรุ่งด้วย คาดว่าผู้รักษาประตูจะใช้ ปีเตอร์ เช็ก แนวรับให้ โซคราตีส เป็นแกนหลัก แดนกลางวาง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ กับ โจ วิลล็อก เป็นตัวคุมเกม แนวรุกใช้ อารอน แรมซีย์ กับ อเลกซองดร์ ลากาแซตต์ เป็นตัวทะลุทะลวง

ผลที่คาด – แบล็คพูล แพ้ อาร์เซนอล 1-3

 

สโมสร แบล็คพูล ปัจจุบันอยู่ในลีกวัน

อีเอฟแอลลีกวัน (อังกฤษ: EFL League One) หรือ ลีกวัน หรือ สกายเบตลีกวัน (อังกฤษ: Sky Bet League 1) ซึ่งเป็นชื่อตามผู้สนับสนุน เป็นฟุตบอลลีก อันดับสูงสุดอันดับ 2 และสูงสุดอันดับ 3 ของการแบ่งชั้นของระบบฟุตบอลอังกฤษ

ลีกวันเริ่มมีมาตั้งแต่ฤดูกาล 2004–05 โดยก่อนหน้านี้รู้จักในชื่อ ฟุตบอลลีกเซคันด์ดิวิชัน ก่อนการเริ่มพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลลีกเติร์ดดิวิชัน

 

ริคกี้ แลมเบิร์ต อดีตนักเตะแบล็คพลู ที่มีเส้นทางชีวิตน่านำมาสร้างหนังฮอลลีวูด

ริคกี้ แลมเบิร์ต เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลด้วยการเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของลิเวอร์พูลตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ จนเมื่ออายุ 15 เขาถูกผู้ฝึกสอนถอดออกจากทีม เนื่องจากฟอร์มการเล่นที่ไม่เข้าตา ก่อนย้ายไปอยู่กับ แบล็คพูล ในปี 1998

หลังจากไม่ได้รับการต่อสัญญากับแบล็คพูล ในปี 2000 แลมเบิร์ตก็ต้องทำงานอยู่ในโรงงานบีทรูทกระป๋อง โดยมีค่าแรงเพียงวันละ 20 ปอนด์ เพื่อแบ่งเบาภาระที่บ้าน แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งความฝันในการเป็นนักฟุตบอล ด้วยการไปลงเล่นให้กับทีมแม็คเคิลส์ฟิลด์ ทาวน์, สต็อกพอร์ท, รอชเดล และ บริสตอล โรเวอร์ ซึ่งทำให้แลมเบิร์ตมีพัฒนาการเล่นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนไปเข้าตาแมวมองจากเซาธ์แฮมป์ตัน และคว้าตัวเขาไปร่วมทีมเพื่อสู้ศึกในลีกแชมเปี้ยนชิพเมื่อปี 2009

แลมเบิร์ตโชว์ฟอร์มได้ดีจนช่วยให้ทีมนักบุญเลื่อนชั้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2011/12 และตัวเขาเองยังได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ จากผลงาน 27 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่สามที่ได้รางวัลนี้จากสี่ฤดูกาลของเขา รวมถึงยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกแชมเปี้ยนชิพด้วย

ในพรีเมียร์ลีก แลมเบิร์ตยังทำผลงานได้ดีกับทัพนักบุญแดนใต้ ผลงาน 29 ประตู ในสองฤดูกาล ทำให้แลมเบิร์ตในวัย 31 ปี ถูกเรียกตืดทีมชาติเป็นครั้งแรก และทำประตูแรกในนามทีมชาติได้สำเร็จในนัดที่อังกฤษพบกับสก็อตแลนด์ที่เวมบลี่ย์

หลังจากนั้น แลมเบิร์ตในวัย 32 ปี ถูกลิเวอร์พูล สโมสรสุดรักของตัวเอง ซื้อตัวกลับมาเล่นให้กับทีมอีกครั้งด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่สำคัญว่า อายุนั้นเป็นเพียงตัวเลข หากจิตใจเรามุ่งมั่นมากพอ ซึ่งถือว่าเส้นทางชีวิตของแลมเบิร์ตนั้น เหมาะสมกับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เพราะเรื่องราวของเขาที่จะกลายเป็นแรงบรรดาลใจชั้นดีให้กับคนรุ่นต่อๆ ไปนั้นเอง

 

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ฉายา กุหลาบไฟ สโมสรฟุตบอลในระดับลีกวัน ของอังกฤษ

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส สโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอส์ (อังกฤษ: Blackburn Rovers Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในระดับลีกวัน ของอังกฤษ เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1994–95 มีฉายาว่า “กุหลาบไฟ” ในภาษาไทย ตั้งอยู่ ณ เมืองแบล็กเบิร์น ในแคว้นแลงคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ มีสนามเหย้าชื่อ อีวูดปาร์ค

แบล็กเบิร์นโรเวอส์ก่อตั้งปี 1875 และได้แชมป์ฟุตบอลลีกครั้งแรกในปี 1911 ได้สมัยที่ 2 ในปี 1913 ในปี 1992 มีการเปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดเป็นพรีเมียร์ลีกหรือพรีเมียร์ชิพเป็นปีแรก สโมสรจบด้วยอันดับ 4 แต่ด้วยการทุ่มทุนมหาศาลของแจ็ค วอร์กเกอร์ ประธานสโมสรผู้ทำธุรกิจเหล็กกล้าซึ่งลงทุนจ้างเคนนี ดัลกลิช อดีตผู้จัดการของลิเวอร์พูลพร้อมกับให้เงินดัลกลิชซื้อ อลัน เชียร์เลอร์ มาจับคู่กับ คริส ซัตตัน จนสามารถชนะเลิศพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ อย่างไม่มีใครคาดคิด โดยมีคะแนนมากกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพียงคะแนนเดียว แต่ต่อมาในปี 1994–95 มาแบล็กเบิร์นโรเวอส์จบด้วยอันดับ 7 และก็เสียผู้เล่นคนสำคัญอย่างอลัน เชียร์เลอร์, โทนี เกล, เดวิด แบ็ทตี้ ทำให้แบล็กเบิร์นโรเวอส์พยายามซื้อนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงอย่างซีเนอดีน ซีดาน แต่ก็ล้มเหลว ก่อนที่ทีมจะตกชั้นลงไปเล่นเดอะแชมเปียนชิปในปี 1998 และแจ็ค วอร์กเกอร์ได้เสียชีวิตด้วยวัย 71 ปี ในปี 2000 และในปี 2001–02 แบล็คเบิร์นสามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จพร้อมกับคว้าแชมป์คาร์ลิงคัพ มาครองได้สำเร็จ

แบล็กเบิร์นโรเวอส์ อยู่ในพรีเมียร์ลีกมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี 2011–12 แบล็กเบิร์นโรเวอส์ต้องตกชั้นลงไปสู่เดอะแชมเปียนชิป ด้วยอยู่ในอันดับที่ 19 ของตาราง ด้วยคะแนนเพียง 31 คะแนนเท่านั้น

ต่อมาในฤดูกาล 2016–17 แบล็กเบิร์นโรเวอส์ต้องตกลงไปสู่ลีกวัน หรือระดับดิวิชัน 3 ด้วยการจบฤดูกาลที่อันดับที่ 22 แม้นัดสุดท้ายจะเป็นฝ่ายเอาชนะเบรนท์ฟอร์ด ไปได้ถึง 1–3 และแม้จะมีคะแนน 51 คะแนนเท่ากับนอตทิงแฮมฟอเรสต์ แต่ทว่ามีลูกเสียได้น้อยกว่า 2 ลูก ทำให้ต้องตกชั้นลงไปสู่ลีกวัน นับเป็นสโมสรแรกที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแต่ต้องลงไปเล่นในระดับลีกวัน

แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อดีตผู้เล่นทีมีชื่องเสียง

  • แอลัน เชียเรอร์

แอลัน เชียเรอร์ (อังกฤษ: Alan Shearer) เกิดวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1970 เป็นนักฟุตบอลระดับตำนานคนหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงการก้าวขึ้นไปเป็นกัปตันทีมชาติ “ทรีไลออนส์” โดย “บิ๊กอัล” เกิดในเมืองนิวคาสเซิล แต่ทีมที่เขาเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลก็คือ เซาแทมป์ตัน เนื่องจากถูก “สาลิกาดง” ปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาด้วย แต่กับเซาแทมป์ตัน เขาสามารถสร้างชื่อได้ตั้งแต่นักแรกที่ลงสนามทันที ด้วยการยิงแฮตทริก ทำให้แบล็กเบิร์นโรเวอร์ส คว้าตัวเขาไปร่วมทีม และสามารถที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก กับทาง “กุหลาบไฟ” ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นแชมป์แรกและแชมป์เดียวในชีวิตการค้าแข้งของแอลัน เชียเรอร์

ต่อมาด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ทำให้เชียเรอร์ได้กลับมาเล่นในถิ่นเซนต์เจมส์พาร์ก และก็ค้าแข้งอยู่ทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ดเป็นเวลาเกือบสิบปี และก็ทำลายสถิติยิงประตูตลอดกาลของแจ็กกี มิลเบิร์น รวมถึงเป็นผู้ครองตำแหน่งยิงประตูมากที่สุดในศึกพรีเมียร์ชิพ อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย ในส่วนของทีมชาติอังกฤษ ที่เขาเคยก้าวขึ้นไปทำหน้าที่กัปตันทีมนั้น เชียเรอร์ลงเล่นให้ทีมชาติ 63 นัด ยิงไป 30 ประตู ปัจจุบันเชียเรอร์ว่างงาน หลังจากดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2009

  • ฮาคัน ซูเคอร์

ฮาคัน ซูเคอร์ (ตุรกี: Hakan Şükür; เกิด 1 กันยายน พ.ศ. 2514) เป็นนักการเมืองและอดีตนักฟุตบอลอาชีพชาวตุรกี เคยเล่นให้กับทีมชาติตุรกีนัดที่ 100 ในนัดที่แข่งขันรอบคัดเลือกกับทีมชาติยูเครน ซูเคอร์ เล่นให้กับกาลาทาซาไรอยู่ 8 ฤดูกาลจนกระทั่งในปี 2543 ได้ย้ายมาเล่นอินเตอร์มิลานในเซเรียอา และเล่นให้กับปาร์มาในช่วงสั้น ๆ และได้ย้ายเล่นให้กับแบล็กเบิร์นโรเวอส์ในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะกลับมาเล่นให้กับกาลาทาซาไรอีกครั้งในปี พ.ศ. 2546 ใน ฟุตบอลโลก 2002 ซูเคอร์ ได้นำทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศและชนะทีมชาติเกาหลีใต้ ทำให้ทีมชาติตุรกีได้เป็นอันดับที่ 3 ในนัดนี้ซูเคอร์ ได้ทำสถิติยิงประตูเร็วที่สุดในฟุตบอลโลก โดยยิงประตูในวินาทีที่ 11

  • ร็อบบี ฟาวเลอร์

รอเบอร์ท เบอร์นาร์ด ‘ร็อบบี’ ฟาวเลอร์ (อังกฤษ: Robert Bernard ‘Robbie’ Fowler) เกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1975 ในท็อกซ์เทท ประเทศอังกฤษ เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เป็นที่จดจำมากที่สุดในครั้งเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลใน 2 ช่วงเวลา และเขายังเป็นผู้ทำประตูสูงสุดเป็นอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก ฟาวเลอร์ยิงประตูรวม 183 ประตูสำหรับลิเวอร์พูล โดย 128 ประตูในพรีเมียร์ลีกสำหรับลิเวอร์พูล (162 ประตูรวม กับทุกสโมสร) ต่อมาเขาย้ายทีมไปเล่นในสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด และ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีก่อนจะกลับมายังลิเวอร์พูลในเดือนมกราคม ค.ศ. 2006

หลังจากนั้น 18 เดือนได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลคาร์ดิฟฟ์ซิตี เขาปฏิเสธการเซ็นสัญญา 1 ปี สัญญาแบบจ่ายเมื่อเล่น และได้เซ็นสัญญากับสโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอร์ส เป็นเวลา 3 เดือน กับสัญญาจ่ายเมื่อเล่น ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 เขาออกจากแบล็กเบิร์นและเดินหน้าอาชีพกับการเล่นฟุตบอลออสเตรเลีย สำหรับการลงเล่นในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ เขาลงแข่ง 26 นัด ยิงประตูได้ 7 ประตู

  • แอนดี้ โคล

แอนดรูว์ อะเลกซานเดอร์ โคล (อังกฤษ: Andrew Alexander Cole) หรือโดยมากเป็นที่รู้จักในชื่อ แอนดี้ โคล (อังกฤษ: Andy Cole) ชื่อที่รู้จักทั่วไปในคริสต์ทศวรรษ 1990 แต่ในปี ค.ศ. 2000 เขาขอให้เรียกชื่อเขาว่า แอนดรูว์ โคล[1] เกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1971 ที่นอตทิงแฮม นอตทิงแฮมเชอร์ เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษ และโค้ชฟุตบอลให้กับสโมสรฟุตบอลฮัดเดอร์ฟีลด์ทาวน์

ในฐานะนักฟุตบอลเขาเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ถึง 2008 เป็นที่เป็นจดจำมากที่สุดเมื่อครั้งอยู่กับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก เขาอยู่กับสโมสร 6 ปี และได้รับถ้วยรางวัลหลายครั้ง เขายังเล่นให้กับสโมสรระดับต้น ๆ อย่าง สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอส์ สโมสรฟุตบอลฟูลัม สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี พอร์ตสมัท และซันเดอร์แลนด์ และเล่นให้กับทีมอื่นอย่าง บริสตอลซิตี เบอร์มิงแฮมซิตี เบิร์นลีย์ และนอตทิงแฮมฟอเรสต์

โคลเป็นผู้ยิงประตูสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยยิงได้ 187 ประตูในลีก เป็นรองเพียงอลัน เชียเรอร์ ที่ยิงได้ 260 ประตู

  • เดเมียน ดัฟฟ์

เดเมียน ดัฟฟ์ (อังกฤษ: Damien Duff) เป็นนักฟุตบอลชาวสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1979 เล่นตำแหน่งกองกลาง เคยค้าแข้งในระดับพรีเมียร์ลีกกับสโมสรแบล็กเบิร์นโรเวิร์ส, เชลซี , นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และฟูแลม โดยประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยกับเชลซี

ปัจจุบันเดเมียน ดัฟฟ์ เล่นให้กับสโมสรฟุตบอล แชมร็อค โรเวอส์ ใน ลีก ออฟ ไอร์แลนด์ พรีเมียร์ ดิวิชัน

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

ซันเดอร์แลนด์

ซันเดอร์แลนด์ Sunderland เจ้าของฉายา The Black Cats แมวดำ

ซันเดอร์แลนด์ซันเดอร์แลนด์ Sunderland เริ่มใช้งานสนามสเตเดียมออฟไลท์ตั้งแต่ปี 1997 หลังจากใช้งานสนาม Roker Park มากกว่า 99 ปี ซันเดอร์แลนด์เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุด 6 ครั้ง ในปี 1892, 1893, 1895, 1902, 1913 และ 1936 เข้าร่วมกับลีกอังกฤษตั้งแต่ปี 1890 โดยซันเดอร์แลนด์เล่นอยู่ในลีกสูงสุดเรื่อยมาจนถึงปี 1958 เคยชนะเลิศเอฟเอคัพ 2 ครั้ง ในปี 1937 ชนะ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ 3-1 และในปี 1973 ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 ฤดูกาล 2006-2007 ชนะเลิศฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพ ทำให้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน (2007-2008) มีประธานสโมสรคือไนออล ควินน์ และมี รอย คีน เป็นผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

ชื่อเต็ม : Sunderland Football Club
ฉายา : The Black Cats ( แมวดำ )
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1879
สนาม : สเตเดียม ออฟ ไลท์ ( ความจุ 49,000 คน )
ที่ตั้ง : เมืองไทน์
ประธานสโมสร : ไนออล ควินน์
ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ
ประวัติสโมสร
สโมสรซันเดอร์แลนด์ (Sunderland A.F.C.) ก่อตั้งขึ้นในปี 1879 ภายใต้ชื่อเดิม Sunderland & District Teachers Association และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Sunderland Association Football Club และได้เริ่มรับนักเตะเข้ามาร่วมทีมและเข้าร่วมฟุตบอลลีกอาชีพในปี 1890
ในช่วงแรกระหว่างปี 1886-1898 ซันเดอร์แลนด์ได้ใช้สนาม Newcastle Road ร่วมกับสโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญ ต่อมาในปี 1898 ซันเดอร์แลนด์ได้ย้ายมาใช้สนามโรเกอร์พาร์ค เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่

ปี 1913 ซันเดอร์แลนด์ พ่ายให้กับทีมแอสตันวิลลา ในเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ทีมซันเดอร์แลนด์ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนในปี 1958 ทีมซันเดอร์แลนด์ตกชั้นไปเล่นลีกดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก
จนถึงปี 1987 ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ย่ำแย่ทำให้ตกลงไปเล่นในระดับดิวิชั้น 3 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ต่อมาภายใต้การทำทีมของ Dennis Smith ทำให้ซันเดอร์แลนด์มีผลงานที่ดีขึ้นและเป็นแชมป์ในปี 1988 และหลังจากนั้น 2 ปีสามารถทำผลงานได้ถึงรอบเพลย์ออฟ (playoff) แต่ต้องพ่ายให้กับสวินดอน หลังจากพ่ายแพ้ทำให้ยังคงต้องเล่นอยู่ในระดับดิวิชั้น 2 ในฤดูกาล 1991-1992 ทีมสามารถเข้าใกล้พื้นที่เพลย์ออฟแต่ทำไม่สำเร็จ ได้เพียงเข้าชิงเอฟเอคัพ และพ่ายให้กับลิเวอร์พูลในที่สุด
Dennis Smith ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมโดยมี Malcolm Crosby ทำหน้าที่แทน(เพียงหนึ่งปี) และ เทอร์รี่ บุทเชอร์ ก็เข้ามาเป็นผู้จัดการในระยะสั้น และได้เปลี่ยนเป็น Mick Buxton
ในปี 1995 ซันเดอร์แลนด์ก็ได้ใช้บริการผู้จัดการทีมคนใหม่ ปีเตอร์ รีด เพียงแค่ฤดูการแรก ปีเตอร์ รีด ก็สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ด้วยการพาทีมขึ้นสู่ระดับพรีเมียร์ลีก หลังจากต้องพยายามอยู่กว่า 5 ปี แต่เนื่องจากทำผลงานได้ไม่ดีนัก ทำให้ต้องกลับไปเล่นในระดับดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาล และในปีเดียวกันนั้น ทีมซันเดอร์แลนด์ต้องย้ายจากสนาม Roker Park ที่เคยใช้งานมากว่า 99 ปี มายังสนามแห่งใหม่ ที่มีความจุมากที่สุดแห่งหนึ่งในรอบ 70 ปีของสนามกีฬาในอังกฤษ ด้วยจำนวนที่นั่งผู้ชม 42,000 คน และได้ขยายมาเป็น 49,000 คน
ซันเดอร์แลนด์กลับสู่ระดับพรีเมียร์ชิพอีกครั้งในปี 2000-2001 ด้วยฤดูกาลที่ไม่ยากเย็นนัก ปี 1998-1999 ทำคะแนนได้สูงถึง 105 คะแนน ในอีก 2 ปีต่อมา 2001-2002 ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ดีอยู่อันดับ 7 ในระดับพรีเมียร์ลีก แต่ทว่ายังพลาดโอกาสที่จะไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป ในปีต่อมา 2002-2003 ผลงานกลับทำผลงานได้ย่ำแย่อีกครั้ง เมื่อชนะเพียง 4 เกม ยิงได้ 21 ประตู เก็บได้แค่ 19 คะแนนเท่านั้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ซันเดอร์แลนด์ ตกอยู่ในภาวะหนี้สินท้วมสโมสร มากกว่า 20 ล้านปอนด์ ทำให้จำเป็นต้องขายนักเตะที่ดีที่สุดไปเพื่อพยุงสถานการณ์ของสโมสร
ในฤดูกาล 2004-2005 ซันเดอร์แลนด์จบอย่างสวยหรู โดยการทำทีมของ มิค แมคคาร์ธธี โดยเป็นแชมป์ของลีก Coca-Cola Championship และได้กับมาเล่นในระดับพรีเมียร์ชิพอีกครั้ง (ครั้งที่ 3 ในรอบ 10 ปี) อย่างไรก็ตามหลังจากจบซีซัน 2005-2006 ซันเดอร์แลนด์เก็บได้เพียง 15 คะแนน เป็นประวัติการได้คะแนนน้อยที่สุดของสโมสร ทำให้ แมคคาร์ธธี ต้องออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงกลางฤดูกาล โดยมีรักษาการผู้จัดการทีมคือ Kevin Ball

หลังจากนั้นความหวังของทีมซันเดอร์แลนด์ก็กลับมาอีกครั้งในปี 2006 ด้วยการเข้าซื้อกิจการของไนออล ควินน์ อดีตนักเตะของซันเดอร์แลนด์ ร่วมกับ Irish Drumaville Consortium ทำการซื้อหุ้นจากประธานสโมสรคนก่อน Bob Murray และการเข้ามาคุมทีมของรอย คีน อดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอดีตทีมชาติไอร์แลนด์เหมือนประธานสโมสร

หลังจากการเข้ามาของประธานสโมสร และผู้จัดการทีมคนใหม่ ซันเดอร์แลนด์สร้างสถิติไม่แพ้ใคร 17 นัดติดต่อกันในฤดูกาล 2006-2007 ในช่วงต้นปี 2007 เก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ ขยับจากตำแหน่งบ๊วยของตารางขึ้นมาเป็นจ่าฝูง และทำให้ซันเดอร์แลนด์เลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในฐานะ ทีมชนะเลิศ พร้อมกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้(อันดับ 2) และทีมดาร์บีเคาน์ตี (เพลย์ออฟ)

ในนัดเปิดสนามฤดูกาล 2007-2008

ซันเดอร์แลนด์ชนะทอตแนมฮ็อตสเปอร์ ด้วยสกอร์ 1-0 โดยการทำประตูของ ไมเคิล โชปราในช่วงทดเวลาเจ็บ และนัดที่สองเสมอกับทีมน้องใหม่เหมือนกันคือ Birmingham City 2-2 โดย ไมเคิล โชปรา และ สเติร์น จอห์น ช่วยกันทำประตู
ในฤดูกาล2008/2009 ซันเดอร์แลนด์ เล่นนัดเปิดสนาม แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 หลังจากนั้นไม่กี่เดือน รอย คีน ก็ลาออกจากตำแหน่ง เพราะผลงานทีมย่ำแย่และเป็นริคกี้ สบราเกีย ผู้ช่วยเขาเข้ามาคุมทีมชั่วคราวแต่เพียงสองนัด ผลงานทีมดูดีขึ้นด้วยการถล่มเวสบรอมวิชและฮัลส์ ซิตี้ทำให้ได้คุมทีมถาวรพอหลังจากนั้นผลงานทีมก็แย่ลง
ทั้งที่มีนักเตะอย่าง ฌิบริล ซิสเซ่ อดีตหัวหอกลิเวอร์พูล เคนวิน โจนส์ หัวหอกดาวซัลโวปีที่แล้ว รวมถึง คีแรน ริชาร์ดสันด้วย จนเมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับ16 ริคกี้ สบารเกีย ก็ออกจากตำแหน่งโดยคนที่มาแทนที่คือ สตีฟ บรูซ และ ได้ดึงนักเตะอย่าง ดาร์เรน เบนท์,เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ หัวหอกดาวรุ่งจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง เปาโล ดาซิลวา ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัย การเสริมทัพนับว่าน่าสนใจและน่าจะทำให้ทีมมีอนาคตที่ดีขึ้น
ในช่วงต้นฤดูกาล ในเกมส์พบลิเวอร์พูลเกิดเหตุการ์ณ ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการเมื่อดาร์เรน เบนท์ กองหน้าซันเดอร์แลนด์ยิง ไปโดนลูกบอลชายหาดที่แฟนเชียร์ขว้าง ลงมาในสนามทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปโดยเกมส์นี้ ซันเดอร์แลนด์ชนะไป1-0และยังสามารถเอาชนะอาร์เซนอลด้วยสกอร์ 1-0 ก่อนที่ช่วงท้ายฤดูกาลซันเดอร์แลนด์ฟอร์มตก จนหมดโอกาสที่จะลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป
ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ Cardiff City เจ้าของฉายา  พิราบสีน้ำเงิน

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ ทีมน้องใหม่หน้าเก่าของพรีเมียร์ลีก ภายใต้การนำของนักธุรกิจมาเลเซียอย่าง วินเซนต์ ตัน ว่าจะสามารถสร้างเซอร์ไพรส์สนั่นเกาะอังกฤษอย่างที่ เบิร์นลีย์ ทำไว้ในฤดูกาลที่แล้วด้วยการหักปากกาเซียนคว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลยุโรปได้รึเปล่า

ฉายา : พิราบสีน้ำเงิน
ตัวย่อ : CCFC
ก่อตั้ง : ปี 1899 (119 ปี)
สนาม : คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้สเตเดี้ยม
ความจุ : 33,280
เจ้าของทีม : วินเซนต์ ตัน
ประธานสโมสร : เมห์เม็ต ดัลแมน
ผู้จัดการทีม : นีล วอร์น็อค
ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา : เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อันดับ 2
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ : http://stevesmith12.com/

บทวิเคราะห์

หากเทียบตัวผู้เล่นบนหน้ากระดาษ หรือหน้าจอ แน่นอน คาร์ดิฟฟ์ คือหนึ่งในตัวเต็งหล่นชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่ฟุตบอลไม่ใช่คณิตศาสตร์ เชื่อว่าผู้บริหารอย่าง วินเซนต์ ตัน คงมองเห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะเป็นกุนแจนำสู่ชัยชนะมาให้ทีมได้นั่นคือ ทีมเวิร์ค และแทคติกอันรัดกุมเหนียวแน่นของ นีล วอร์น็อค ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วกับการพาทีมขึ้นมาโลดแล่นบนลีกสูงสุด

สิ่งที่ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ชุดนี้ จะต้องตัดสินใจให้ดีคือ การเลือกโฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีเป้าหมายอย่างแน่ชัดว่า ต้องการพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้น หรือต้องการสร้างเซอร์ไพรส์ในฟุตบอลถ้วย หากความลังเลนี้ยังมี เห็นทีทัพ “พิราบสีน้ำเงิน” ก็อาจจะต้องจั่วลมในทุกๆ เป้าหมาย

แม้ นีล เอเธอริดจ์ จะได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นนายทวารเบอร์หนึ่งของอาเซียน, อาร่อน กุนนาร์สสัน, นาธาเนี่ยล เมนเดซ, คัลลั่ม พาเธอร์สัน, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ หรือ ฌอน มอร์ริสัน จะถูกมองว่าเป็นแข้งระดับต้นๆ ของ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในซีซั่นที่ผ่านมา แต่ขึ้นชื่อว่าการต่อสู้บนเวทีพรีเมียร์ลีกย่อมไม่มีอะไรที่ง่ายอย่างแน่นอน บางที นีล วอร์น็อค อาจจะต้องชั่งใจดูว่าจะเลือกใช้จุดเด่นจากฤดูกาลที่แล้วอย่าง เกมรับ เข้าสู้กับเหล่าแนวรุกระดับพระกาฬของทีมอื่นๆ หรือจะยอมเปิดเกมแลกเข้าสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันไปเลยหรือไม่ นั่นคือความเสี่ยงที่ วอร์น็อค และคาร์ดิฟฟ์ เอฟซี ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากการเสี่ยงครั้งนี้ได้ผล คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ก็มีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งฤดูกาล แต่ถ้าไม่ได้ผล เห็นที “พิราบสีน้ำเงิน” ตัวนี้ก็คงต้องกลับคืนรังเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อย่างที่สื่ออังกฤษคาดการณ์ไว้

รายชื่อนักเตะ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ประจำฤดูกาล 2018/2019

ผู้รักษาประตู : นีล เอเธอริดจ์, ไบรอัน เมอร์ฟี่, คริส คาน็อปก้า

กองหลัง : ลี เพลเธียร์, โจ เบนเน็ตต์, ฌอน มอร์ริสัน, บรูโน่ มังก้า, แจ๊ซซ์ ริชาร์ดส์, โซล บัมบ้า, แมทธิว คอนนอลลี่, คัลลั่ม พาเธอร์สัน, คาเมร่อน ค็อกซ์

กองกลาง : ลี ทอมลิน, โจ รอลล์ส, คาดีม แฮร์ริส, แอนโธนี่ พิลคิงตัน, อาร่อน กุนนาร์สสัน, นาธาเนี่ยล เมนเดซ, โลอิก ดามูร์, สจ๊วตจ์ โอคีเฟ่, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์

กองหน้า : แดนนี่ วอร์ด, เคนเน็ธ โซโฮเร่, อิบราฮิม เมอิเต้, รีส์ ฮีลีย์, แกร์รี่ เมดีน

สถิติสโมสร (นักเตะ)

ลงเล่นมากที่สุด (ทุกรายการ) : บิลลี่ ฮาร์ดี้ , 558 นัด
ยิงประตูมากที่สุด (ทุกรายการ) : เลน เดวิส, 179 ประตู
ทำประตูรวมสูงสุดในหนึ่งฤดูกาล (ทุกรายการ) : โรเบิร์ต เอิร์นชอว์, 35 ประตู 2002/2003
อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงสนาม : อาร่อน แรมซีย์, 16 ปี 126 วัน vs ฮัลล์ ซิตี้ (28 เมษายน 2007)
อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงสนาม : จอร์จ ลาธั่ม, 41 ปี 1 วัน vs แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส (2 มกราคม 1922)
ค่าตัวแพงสุด (ซื้อ) : แกรี่ เมเดล จาก เซบีย่า 11 ล้านปอนด์ (10 สิงหาคม 2013)
ค่าตัวแพงสุด (ขาย) : แกรี่ เมเดล ไป อินเตอร์ มิลาน 10 ล้านปอนด์ (9 สิงหาคม 2014)

ทำเนียบแชมป์

เอฟเอ คัพ : 1 สมัย
แชริตี้ ชิลด์ / คอมมิวนิตี้ ชิลด์ : 1 สมัย

รู้จัดเฮดโค้ช : นีล วอร์น็อค

327 นัด กับเวลาหนึ่งรอบนักษัตริย์ แม้ วอร์น็อค จะไม่เคยบรรเลงเพลงแข้งให้ทีมชั้นนำอย่างกุนซือรายอื่นใน พรีเมียร์ลีก แต่หากพูดชื่อ นีล วอร์น็อค ขึ้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าคอลูกหนังทั้งรุ่นเล็ก และรุ่นใหญ่ล้วนต้องคุ้นๆ ชื่อเขาคนนี้ขึ้นมาบ้าง…

หากตั้งคำถามว่าทำไมแฟนบอลจำนวนมากถึงคุ้นหน้าคุ้นตากุนซือรายนี้ ก็เพราะ เขานี่แหละที่เป็นผู้พาสโมสรเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดแห่งแดนผู้ดีได้ถึง 4 ทีม เป็นคนแรกในเกาะอังกฤษ ไล่มาตั้งแต่ น็อตต์ส เคาน์ตี้ 1990/1991, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2005/06, ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส 2010/11 และ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้เป็นทีมล่าสุดในฤดูกาล 2017/18

ทว่าการคุมทีมในศึกพรีเมียร์ลีก มันอาจไม่ง่ายดั่งลีกพระรอง แต่เชื่อเหลือเกินว่าการที่ “พิราบสีน้ำเงิน” ตัวนี้ไม่ได้สูญเสียนักเตะคนสำคัญที่เป็นหัวใจ สมอง แขน ขา หรือ ปีก ของทีมออกไปอย่าง อาร่อน กุนนาร์สสัน, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ หรือแม้กระทั่งกับ นีล เอเธอริดจ์ ว่าที่นายทวารตัวแทนชาวอาเซียนที่เตรียมสวมถุงมือลงเล่นฟุตบอลในลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษเป็นคนแรก จะทำให้พวกเขาปีกกล้าขาแข็งพร้อมฟาดฟันกับทุกทีมในพรีเมียร์ลีกได้แน่

ทีมที่ไม่ได้มีสตาร์เด่นๆ หลายทีมในพรีเมียร์ลีกมักถูกมองข้ามเสมอ แต่อย่าลืมว่า ฌอน ไดซ์ ยังนำ เบิร์นลี่ย์ จบอันดับ 7 ในลีกซีซั่นที่ผ่านมาจนคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรปใบสุดท้ายได้สำเร็จ แล้วนับประสาอะไรกับ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ที่พวกเขาจะทำบ้างไม่ได้…

สตาร์เด่น : อาร่อน กุนนาร์สสัน

เริ่มสร้างชื่ออย่างจริงๆ จังๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้วกับทีมชาติไอซ์แลนด์ชุดประวัติศาสตร์ หลังเขี่ย อังกฤษ อกหักตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และพาทีมไปได้ไกลถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล ในศึกยูโร 2016 แต่เชื่อเหลือเกินว่ายังมีใครหลายๆ คนยังไม่รู้ว่า กุนนาร์สสัน คลุกคลีอยู่กับฟุตบอลแดนผู้ดีมาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว

มิดฟิลด์พันธุ์แกร่งรายนี้เริ่มปรากฏกายกับ โคเวนทรี ซิตี้ ในลีกพระรองตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเจ้าตัวรับใช้ทีมจนหมดสัญญา กระทั่งย้ายมาร่วมทัพ “พิราบสีน้ำเงิน” ในฤดูกาล 2011 และหลังจากนั้นเพียงฤดูกาลเดียว “ไอ้หนุ่มเครางาม” คนนี้นี่แหละ ที่สวมบทนักเตะคีย์แมนคนสำคัญที่ทำให้ทีมเถลิงคว้าแชมป์ลีกรองของเกาะอังกฤษจนขึ้นมาวาดฝีเท้าบนเวทีพรีเมียร์ลีกได้ในที่สุดด้วยการยิงถึง 8 ประตู ซึ่งนับว่ามากที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขาตั้งแต่ปี 2005 ยันปัจจุบันอีกด้วย

การซื้อใจ กุนนาร์สสัน ด้วยการต่อสัญญาของ วอร์น็อค ออกไปอีกหนึ่งปี คงเป็นเชื้อเติมไฟชั้นดีจนอาจทำให้เจ้าตัวเนรมิตประตูได้มากกว่า 8 ตุง ในฤดูกาลนี้ก็มีสิทธิเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/