สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน

สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน Southampton Football Club

สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน

สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน (Southampton Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่ก่อตั้งในปีค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) โดยมีฉายาว่า The Saints หรือ นักบุญ เคยประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 1976 ซึ่งในนัดชิงต้องพบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยชนะไป 1-0 จากประตูของ บ็อบบี้ สโตค

เคยมียอดกองกลางอย่าง แม็ทธิว เลอ ทิซซิเอร์ ซึ่งเล่นให้ เซาท์แธมป์ตัน ทีมเดียวรวม 16 ปีจนกลายเป็นตำนานของทีม ปัจจุบัน เซาท์แธมป์ตัน ได้ตกชั้นลงไปเล่นในลีก วัน หรือดิวิชั่น 3 ในฤดูกาล 2009-2010 แล้ว เนื่องจาก เซาแธมป์ตัน ได้อันดับรองสุดท้าย คืออันดับที่ 23 ในลีกเดอะแชมเปี้ยนชิพฤดูกาล 2008-09 โดยตกชั้นลงไปพร้อมกับนอริช ซิตี้และชาร์ลตัน

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน
ฉายา : นักบุญ (The Saints) นักบุญแดนใต้ (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง : 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 ในชื่อ St. Mary’s YMA’
สนาม : เซนต์แมรีส์สเตเดียม เซาแทมป์ตัน ความจุ 32,690 ที่นั่ง
เจ้าของ : มาร์กุส ลีเอ็บเฮอร์
ประธาน : นีกอลา คอร์เตเซ
ผู้จัดการ : รัล์ฟ ฮาเซินฮึทเทิล
ลีก : พรีเมียร์ลีก

ประวัติในอดีตของสโมสรฟุตบอล เซาแทมป์ตัน Southampton

เนื่องจากบริษัทแม่ ล้มละลาย ทำให้ถูกตัด 10 แต้ม ในช่วงปิดฤดูกาล ทีมได้แต่งตั้ง อลัน พาร์ดิว เข้ามาคุมทีมเพื่อหวังให้ทีมเลื่อนชั้นกลับมา โดยพาร์ดิวเคยพาเวสแฮมต์ ยูไนเต็ด เข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ มาแล้วในปี 2006 แต่ในช่วงเดียวกันทีมได้ขาย เดวิด แม็คโกลลิค ดาวซัลโวสูงสุดของทีมไปให้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ฤดูกาล 2010-2011 จบอันดับที่ 2 ของลีกวัน ทีมได้เลื่อนชั้น ขึ้นมาเล่นในลีกแชมป์เปี้ยนชิพ ฤดุกาล 2011-2012 ทีมสามารถจบอันดับที่ 2 แชมเปี้ยนชิพได้ ขึ้นสู่การเล่นในลีกสูงสุด ของอังกฤษได้ (พรีเมียร์ลีก)

เซนต์แมรีส์สเตเดียม (St Marys Stadium) เป็นสนามเหย้าของ สโมสรฟุตบอล เซาแทมป์ตัน โดยสนามนี้ได้รับการประเมินระดับ 4 ดาว ของยูฟ่า ด้วยความจุ 32,689 ที่นั่ง โดยเป็นสนามฟุตบอล ที่ใหญ่ที่สุดของทางตอนใต้ในประเทศอังกฤษ

เมืองเซาแทมป์ตัน (Southampton) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน แฮมป์เชียร์เคาน์ตี ชายฝั่งตอนใต้ ของอังกฤษ อยู่ห่างจากกรุงลอนดอน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 120 กิโลเมตร และห่างจากเมืองพอร์ตสมัท ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 30 กิโลเมตร มีประชากร 239,700 คน (ค.ศ. 2010) เป็นเมืองท่าสำคัญ เมืองที่ใกล้ที่สุดคือ นิวฟอร์เรสต์ เซาแทมป์ตัน อยู่ทางทิศเหนือสุดของอ่าว เซาแทมป์ตันวอเตอร์ มีแม่น้ำเทสต์และแม่น้ำอิตเชน ไหลมาบรรจบกันมีแม่น้ำแฮมเบิลไหลมารวมทางตอนใต้บริเวณเขตเมือง ชาวโรมันและแซกซันเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของเยอรมัน เนื่องจากเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา

สนาม เซนต์แมรีส์สเตเดียม

เซนต์แมรีส์สเตเดียม (St Mary’s Stadium) เป็นสนามเหย้าของ สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน โดยสนามนี้ ได้รับการประเมินระดับ 4 ดาว ของยูฟ่า ด้วยความจุ 32,690 ที่นั่ง โดยเป็นสนามฟุตบอล ที่ใหญ่ที่สุดของทางตอนใต้ในประเทศอังกฤษฃ

ในยุค 1980 เมื่อ สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน เริ่มขึ้นมาเป็นทีมระดับแนวหน้าในประเทศอังกฤษ ทางสโมสรก็ต้องการที่จะหาสนามใหม่ที่มีความจุผู้ชมได้มากกว่าสนามเดิม คือ สนามเดอะ เดล ซึ่งต้องสร้างสนามขึ้นมาใหม่เนื่องจากสนามเก่านั้นมีความแคบ และไม่เหมาะสมต่อการขยายสนามอีกต่อไป

เมื่อ เทย์เลอร์ รีพอร์ท สนามของ ฮิลล์สโบโรห์ นั้นต้องปรับปรุงสนามให้เป็นที่นั่งทั้งหมด ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1994 ทางสโมสรเซาแทมป์ตัน ก็ต้องการที่จะปรับปรุงสนามให้เป็นที่นั่งเช่นกัน โดยสนามเดอะ เดล ปรับปรุงเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1993 แต่เมื่อปรับปรุงแล้ว ที่นั่งจึงเหลือแค่ 15,000 ที่นั่งเท่านั้น แต่การที่ เซาแทมป์ตัน เลื่อนชั้นขึ้นมาใน พรีเมียร์ลีก ในปี ค.ศ. 1992 ทำให้ เซาแทมป์ตัน ต้องการสนามที่มีความจุมากขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ เซาแทมป์ตัน ต้องการขยายสนาม เดอะ เดล ให้ถึง 25,000 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถขยายได้อีก ทำให้ต้องย้ายมาตั้งสนามใหม่ อยู่ในย่าน สโตนแฮม ซึ่งเป็นใจกลางของเมือง เซาแทมป์ตัน และห่างจาก เดอะ เดล ครึ่งไมล์

การที่ย้ายสนามเหย้ามาอยู่ใกล้กับ โบสถ์เซนต์แมรี ซึ่งมี สโมสรฟุตบอลโบสถ์เซนท์แมรียังเม็น อยู่แล้วทำให้สโมสรก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน เซนท์แมรี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน

โดยสนามเซนท์แมรีได้เริ่มสร้างเมื่อ เดือนธันวาคม ค.ศ. 1999 และสร้างเสร็จใน เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001 โดยการปรับปรุงสนามและภูมิทัศน์รอบสนามครั้งนี้ ใช้เงินทั้งหมด 32 ล้านปอนด์

เซาแทมป์ตัน ได้ใช้สนามเหย้าแห่งนี้ ตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2001 หลังจากย้ายมาจาก สนามเดอะ เดล ซึ่งสถิติเมื่อถึงสิ้นปีนั้น มีผู้ชมต่อนัดเพียงประมาณ 15,000 คนเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเพียงครึ่งหนึ่งของความจุสนาม โดยการประเดิมสนามครั้งนี้ มีการแข่งขันเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2011 โดยนัดนั้น เซาแทมป์ตันได้ชนะ เอสปันยอล จากสเปน ได้ 4-3

โดยการทำแฮตทริกครั้งแรกในสนามนี้ ไม่ใช่นักเตะของเซาแทมป์ตันที่เป็นผู้ทำแฮตทริก แต่เป็น สแตฟฟอร์ด บราวน์ นักเตะจาก อัลเดอร์ช็อท ทาวน์

ประวัติการได้แชมป์ สโมสรฟุตบอลเซาแทมป์ตัน Southampton Football Club

  • FA Cup แชมป์: 1976 รอบรองชนะเลิศ: 1900, 1902, 2003
  • League Cup รอบรองชนะเลิศ: 1979
  • FA Community Shield รอบรองชนะเลิศ: 1976
  • Football League Division One รองชนะเลิศ: 1983–84
  • Football League Division Two / Football League Championship รองชนะเลิศ: 1965–66, 1977–78, 2011–12
  • Football League Division Three / Football League One แชมป์: 1959–60 รองชนะเลิศ: 2010–11
  • Football League Third Division South แชมป์: 1921–22
  • Southern League แชมป์: 1896–97, 1897–98, 1898–99, 1900–01, 1902–03, 1903–04

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎

สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎ เจ้าของฉายา เดอะ ไทเกอร์

สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎

สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎ (Hull City Association Football Club) ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 เป็นทีมฟุตบอลอาชีพทีมหนึ่งในฟุตบอลลีก อังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมือง คิงส์ตันอะพอนฮัลล์ มีฉายาของทีมว่า เดอะ ไทเกอร์ (เจ้าเสือน้อย พี่เสือ ในภาษาไทย)

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี
ฉายา : The Tigers, พี่เสือ (ภาษาไทย)
ก่อตั้ง : 1904
สนาม : เคซีสเตเดียม คิงส์ตันอะพอนฮัลล์ อังกฤษ (ความจุ: 25,586 ที่นั่ง )
ประธานสโมสร : อัสเซม อัลลัม
ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ
ลีก : ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป

ประวัติของ สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎

ฮัลล์ซิตี เป็นสโมสรฟุตบอลที่ตั้งมา 104 ปี ทว่าไร้ถ้วยรางวัลระดับใหญ่ อันดับในลีกสูงสุดที่เคยทำได้ ก็คืออันดับที่ 3 ของลีกอันดับ 2 ของประเทศเท่านั้น หลังจากสโมสรถูกควบกิจการโดย แอดัม เพียร์สัน อดีตผู้อำนวยการด้านการเงินของลีดส์ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2000-2001 ในตอนนั้น ฮัลล์ซิตียังอยู่ในดิวิชันสาม โดยมีโอกาสเพลย์ออฟแต่ไม่ได้เข้าชิง เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของฮัลล์ซิตี โดยแอดัม เพียร์สัน ใช้เวลา 9 ปี เปลี่ยนไป 7 ผู้จัดการทีม จึงสามารถนำทีมธรรมดาอย่างฮัลล์ซิตีขึ้นสู่พรีเมียร์ชิพได้สำเร็จในสมัยที่ฟิล บราวน์ คุมทีม

ฤดุกาล 2008-2009 ฮัลล์ซิตี สร้างความฮือฮาให้วงการฟุตบอล ด้วยการชนะถึง 7 จาก 9 นัดแรก รวมถึงการปราบทีมอย่าง นิวคาสเซิลยูไนเต็ด อาร์เซนอล ทอตนัมฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม หลังจากนั้นผลงานทีมก็ตกต่ำลงอย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล จนตกไปอยู่ในโซนตกชั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากนักเตะตัวหลัก โชว์ฟอร์มไม่ออก รวมไปถึงนักเตะที่ซื้อมาอย่าง จิมมี่ บูลลาร์ด มีอาการบาดเจ็บ มานูโช่ กองหน้า ที่ยืมมาจาก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เล่นไม่ออก จนต้องไปลุ้นในวันสุดท้าย ในเกมส์พบแมน เชสเตอร์ยูไนเต็ด แม้จะแพ้ไป 1-0 แต่โชคดีที่ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และ ซันเดอร์แลนด์ ต่างพ่ายแพ้ทั้งคู่ ทำให้ ฮัลล์ซิตี รอดพ้นการตกชั้นได้สำเร็จ

ในช่วงต้นฤดูกาล 2009-2010 ฮัลล์ซิตี เซ็นสัญญาคว้าตัว แยน เวนเนกอร์ออฟ ฮัสเซลลิง กองหน้าทีมชาติ ฮอลแลนด์ มาแบบไร้ค่าตัว หลังจากหมดสัญญาจาก กลาสโกว์เซลติก ซึ่งถือเป็นข่าวช็อคพอสมควร แต่ก็ไม่สามารถทำให้ ฮัลล์ซิตี ผลงานดีขึ้นจน ฟิล บราวน์ ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หลังจากผลงานย่ำแย่ จนตกไปอยู่ท้ายตาราง สโมสรจึงมีมติแต่งตั้ง เอียน ดาววี่ อดีตผู้จัดการทีม คริสตัลพาเลซ เข้ามาคุมแต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้

ในรายการ เอฟเอคัพ ในฤดูกาล 2013-14 ฮัลล์ซิตี ทำผลงานได้ดีมาก จนสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร เมื่อต้องพบกับ อาร์เซนอล เจ้าของแชมป์รายการนี้มากถึง 10 ครั้ง แม้ ฮัลล์ซิตี จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 120 นาที 3-2 ประตู ก็ตาม แต่ในช่วงต้นของการแข่งขัน เพียงแค่ 9 นาทีแรก ฮัลล์ซิตี เป็นฝ่ายได้ประตูนำไปก่อน 0-2 และสร้างความกดดันให้กับ อาร์เซนอล ได้เป็นอย่างดี และทำให้ได้ผ่านไปเล่นในรายการ ยูฟ่ายูโรปาลีก (รอบคัดเลือกรอบสาม) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ฮัลล์ซิตี ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมคู่ชิงเอฟเอคัพ

ผู้เล่น ฮัลล์ซิตี ในชุดปัจจุบัน

หมายเลข    ตำแหน่ง      ผู้เล่น
1                      GK           อัลลาน แม็กเกรเกอร์
2                      DF           ลีอาม โรเซเนียร์
3                      DF           เมย์เนอร์ ฟีกัวโรอา
4                      DF           อเล็ก บรูซ
5                      DF           เจมส์ เชสเตอร์
6                      DF           เคอร์ติส เดวีส์
7                      MF           เดวิด เมย์เลอร์
8                      MF           ทอม ฮัดเดิลสโตน
9                      FW           แดนนี เกรแฮม (ยืมตัวมาจาก ซันเดอร์แลนด์)
10                    MF           โรเบิร์ต โคเรน (กัปตันทีม)
11                     MF           ร็อบบี บราดี
14                     MF          เจค ลิเวอร์มอร์ (ยืมตัวมาจาก ทอตนัมฮอตสเปอร์)
15                     DF           พอล แม็กชาเน
16                     GK           อัลดิน ยาคูโปวิช
17                     MF           จอร์ด บอยด์
18                     FW          เกโด้ (ยืมตัวมาจาก อัล อาลี)
19                     DF           โจ ดัดเกออน
20                    FW           ยานนิค ซากโบ
22                    GK            สตีฟ ฮาร์เปอร์
23                    DF            อับดุลลาเย ฟาเย
24                    FW           โชเน อลูโค
25                    FW           เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์
27                    MF           อาห์เหม็ด เอลโมฮามาดี
29                    MF           สตีเฟน ควินน์
30                    MF           โคเนอร์ เฮนเดอร์สัน
32                    FW           คัลลัม จาฮาร์โด้-มาร์ติน
33                    FW           นิค โพรชวิตซ์

เกียรติยศและความสำเร็จของ สโมสรฟุตบอลฮัลล์ซิตี‎

  • Football League Championship and predecessors รองชนะเลิศปี 2012–13 และชนะในการแข่งขันปี 2007–08, 2015–16
  • Football League One and predecessors ชนะเลิศปี 1965–66 รองชนะเลิศปี 1958–59, 2004–05 เลื่อนขั้นปี 1984–85
  • Football League Two and predecessors รองชนะเลิศปี 1982–83, 2003–04
  • Football League Third Division North ชนะเลิศปี 1932–33, 1948–49
  • FA Cup รองชนะเลิศปี 2014
  • Football League Cup เข้ารอบรองชนะเลิศปี 2016–17
  • Football League Trophy รองชนะเลิศปี 1984
  • Watney Cup รองชนะเลิศ ปี 1973

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด Sheffield United Football Club

สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด (Sheffield United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองเชฟฟีลด์ เซาท์ยอร์กเชียร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิพ

เป็นสโมสรแรกที่ใช้ชื่อต่อท้ายว่า “ยูไนเต็ด” และฉายา ดาบคู่ (The Blades) ของพวกเขาก็มาจากการที่เมืองของเขามีอุตสาหกรรมเหล็กกล้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก สนามเหย้าของพวกเขาคือ บรามอลล์เลน ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้อยู่

สโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จในช่วงระหว่างปี 1897 ถึง 1902 โดยได้แชมป์ลีกในปี ค.ศ. 1898 และได้แชมป์เอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1899 และ 1902 และอีกครั้งในปี 1915 และ 1925 พวกเขายังเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีกสองครั้งในปี 1901 และ 1936 เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกสี่ครั้งในปี 1961, 1993, 1998 และปี 2003 นอกจากนี้ในถ้วยลีกคัพ ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2003 อีกเช่นเดียวกัน

ผลงานในช่วงที่ผ่านมา ทีมดาบคู่ สามารถเลื่อนชั้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกได้ในปี 2006 แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวกตกชั้นไปอีกครั้ง พวกเขาสามารถเข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นได้ในปี 2009 แต่จากความไว้วางใจในตัวผู้เล่นที่ยืมมาประกอบกับการขายดาวดังไป ทำให้ทีมต้องตกชั้นไปสู่ลีก วัน เป็นครั้งในรอบ 23 ปี ในฤดูกาล 2011-2012

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด
ฉายา : เดอะเบลด, พ่อมดแดงขาว, ดาบคู่ (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง : 1889
สนาม : บรามอลล์เลน (ความจุ : 32,702 ที่นั่ง)
เจ้าของ : เควิน แมคเคบบ์
ประธานสโมสร : คริสโตเฟอร์ สเตียร์
ผู้จัดการทีม : คริส วิลเดอร์
ลีก : อีเอฟแอลแชมเปียนชิป

ประวัติของ สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด

สโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1889 ที่โรงแรมอเดลฟี ในเมืองเชฟฟีลด์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ครูซิเบิ้ล Crucible Theatre) โดยผู้ก่อตั้งคือ เซอร์ ชาร์ลส์ เคร็ก ประธานสโมสรคริกเก็ต เชฟฟีลด์ เว้นส์เดย์ ซึ่งเคยใช้สนามบรามอลล์ เลนมาก่อน ก่อนจะย้ายไปที่โอลีฟ โกรฟ ท่านเซอร์จึงต้องหาทีมใหม่มาเช่าสนามแทน ซึ่งก็คือเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดนี่เอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด อยู่ในช่วง 40 ปีแรกของสโมสร ระหว่างปี 1895-1935 เมื่อพวกเขาในแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 1897-98 รองแชมป์ในปี 1896-97 และ 1899-1900 ชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1899, 1902 ,1915 และ 1925 รองชนะเลิศปี 1901 และปี 1936 จากปี 1925 เป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์อีกเลย หลังจากนั้นพวกเขาก็มักจะขึ้นชั้น ตกชั้น สลับกันไป พวกเขาเคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศบอลถ้วยในประเทศทั้งสองถ้วยและยังได้เตะเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพอีกในฤดูกาล 2002-03 แต่ก็พลาดทั้งหมด

ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดอยู่ในช่วงปี 1975 ถึง 1981 จากที่จบอันดับ 6 ดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 1974-75 ปีต่อมาพวกเขากลับตกชั้นสู่ดิวิชัน 2 และอีก 3 ปีก็ตกชั้นอีกสู่ดิวิชัน 3 เท่านั้นยังไม่พอในปี 1981 พวกเขาก็ตกชั้นสู่ดิวิชัน 4 (ซึ่งเทียบเท่า ลีก ทูในปัจจุบัน) แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวพวกเขาก็กลับสู่ดิวิชัน 3 และ แค่ 2 ปีก็เลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชัน 2 อีกครั้ง

พวกเขาตกชั้นสู่ดิวิชัน 3 อีกครั้งในปี 1988 แต่หลังจากได้ผู้จัดการทีมคนใหม่คือ เดฟ บาสเซตต์ เขาก็ทำให้เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด กลับสู่ยุคที่ถือว่าประสบความสำเร็จอีกครั้ง เมื่อใช้เวลาแค่ 2 ปีนำเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดคืนสู่ ลีกสูงสุดอีกครั้งในปี 1990 หลังจาก 14 ปีที่ตกชั้นไป คราวนี้พวกเขาอยู่ได้ถึง 4 ฤดูกาล (เป็นหนึ่งในทีมที่อยู่ในยุคก่อตั้งพรีเมียร์ ลีก) และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพในฤดูกาล 1992-93 ก่อนตกชั้นไปในปี 1994

พวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดถึงอีก 12 ปี โดยในช่วงเวลาเหล่านั้นพวกเขาเกือบที่จะได้เลื่อนชั้นมาอยู่หลายครั้งเช่น เข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในปี 1997 ซึ่งคุมโดย โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ผู้รับตำแหน่งต่อจากเดฟ บาสเซตต์ อีกครั้งในปี 1998 โดยผู้จัดการทีมชั่วคราว สตีฟ ทอมป์สัน ปีถัดมาพวกเขาได้นีล วอร์น็อกเข้ามาคุม แต่กลับสู่สภาวะที่ยากลำบากอีกครั้งเมื่อจบอันดับเกือบท้ายตารางและสถานการณ์ทางการเงินที่เข้าขั้นวิกฤตจึงไม่สามารถที่จะหาผู้เล่นมาเสริมทีมได้ตามที่ต้องการ

เมื่อถึงฤดูกาล 2002-03 ก็เป็นอีกฤดูกาลที่น่าจดจำของสโมสรเมื่อเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองรายการ และได้เพลย์ออฟ เลื่อนชั้น แต่ก็น่าเสียดาย ที่พลาดทั้งหมด โดยรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้น แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตันไป 3-0 อย่างไรก็ตาม นีล วอร์น็อกก็สามารถนำทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จในปี 2006 เมื่อพาทีมจบตำแหน่งรองชนะเลิศในลีกแชมเปี้ยนชิพ แต่อยู่ได้ปีเดียวก็ต้องตกชั้นไป ท่ามกลางการโต้เถียงที่รุนแรงกับ คาร์ลอส เตเบซ

ถ้าจำกันได้ ปีนั้นแมทช์สุดท้าย คาร์ลอส เตเบซ เป็นคนยิงให้เวสต์แฮมบุกไปเอาชนะแมน ยูไนเต็ดถึงถิ่น ซึ่งก่อนแข่งเวสต์แฮมมีแต้มเท่ากับเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดแต่ลูกได้เสีย เชฟฟีลด์ยูไนเต็ดดีกว่า ทำให้เวสต์แฮม รอดตกชั้น ส่วนเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ตกชั้น หลังจากนั้นเขาก็ลาออก

พวกเขาประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้งในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยค่าเหนื่อยที่ไม่เหมาะสมกับระดับฝีเท้าของนักเตะประกอบกับช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสั้นเกินไป ในปี 2009 เควิน แบล็กเวลล์ พาทีมเข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ทีมเข้าสู่ยุคมืดมนอีกครั้ง

ฤดูกาล 2010-11 ถือเป็นหายนะอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปถึง 3 คน สุดท้ายก็ต้องตกชั้น ซึ่งคุมโดยมิกกี้ อดัมส์ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องตกชั้นสู่ลีกวันเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี และเพียง 5 ปีเท่านั้นหลังจากที่อยู่ในพรีเมียร์ลีก

สนาม บรามอลล์เลน Bramall Lane

สโมสรเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด เล่นที่สนาม บรามอลล์ เลน ใกล้กับใจกลางเมืองเชฟฟีลด์ สนามบรามอลล์ เลนเป็นสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้เตะอยู่ในปัจจุบัน โดยเกมแรกต้องย้อนไปถึงปี 1862 โดยเป็นการพบกันระหว่างทีมฮัลลัมกับทีมเชฟฟีลด์ คลับ และยังเป็นสนามแรกในโลกที่มีการเปิดไฟในสนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปี 1878 โดยทีมที่มาเตะนั้นถูกเลือกโดยสมาคมฟุตบอลเมืองเชฟฟีลด์เอง โดยไฟนั้นได้มาจากเครื่องปั่นไฟ 2 ตัว มีผู้ชมประมาณ 20,000 คน ผลการแข่งขัน 2-0

ตอนแรกสนามแห่งนี้ถูกใช้เป็นสนามคริกเก็ตโดยแมทช์แรกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการพบกันระหว่างทีมยอร์กเชียร์กับทีมซัสเซ็กส์ในปี 1855 สโมสรคริกเก็ตของเมืองได้เกิดในปี 1854 โดยใช้ชื่อว่า สโมสรคริกเก็ต เชฟฟีลด์ยูไนเต็ดและสนามบรามอลล์ เลน ถูกเช่าโดยสโมสรจากดยุคแห่งนอร์ฟอล์ค

สนามได้เปิดการแข่งขันคริกเก็ตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1855 สโมสรคริกเก็ต ยอร์กเชียร์ เคาน์ตี้ ได้ถือกำเนิดขึ้นที่สนามแห่ง และใช้สนามแห่งนี้จนถึงแมทช์สุดท้ายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1973 โดยพบกับคู่อริเก่า แลงคาเชียร์ สนามแห่งนี้ได้รับการต่อเติมเพิ่มที่นั่งอีก 3,000 ที่นั่ง ในปี 2006 บริเวณมุมของสนาม ทำให้สนามมีที่นั่งเพิ่มเป็น 32,609 ที่นั่ง

ในปี 2009 สโมสรได้อนุญาตให้มีการต่อเติมสนามอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจะขยายสนามฝั่งเดอะ คอปออกไป ซึ่งจะทำให้สนามมีความจุประมาณ 37,000 ที่นั่ง และจะเอาสแตนด์ฝั่งหลักออกจากนั้นจะติดตั้งจอยักษ์เข้าไปที่หลังคา ในช่วงสอง สแตนด์ฝั่งวาลัด (แสตนด์ฝั่งอาโนลด์ ลาเวอร์เก่า) จะถูกต่อเติมทำให้มีความจุประมาณ 40,000 ที่นั่ง

โดยเป้าหมายรองของการต่อเติมคราวนี้ก็เพื่อการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของอังกฤษในปี 2018 หรือ 2022 ซึ่งเมืองเชฟฟีลด์ถูกเลือกเป็นหนึ่งในเมืองที่จะใช้จัดการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2009 สมาคมฟุตบอลของอังกฤษได้เลือกสนามฮิลส์โบโร่ ของเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ แทนหากอังกฤษได้เป็นเจ้าภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เทรเวอร์ เบิร์ช ประธานบริหารของเชฟฟีลด์ยูไนเต็ดต้องพักโครงการนี้ไว้ชั่วคราว จนกว่าสโมสรจะกลับสู่พรีเมียร์ ลีกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังจากการตกชั้นในปี 2011 ดูเหมือนว่าโครงการนี้จะยิ่งเป็นไปไม่ได้ไปกันใหญ่

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ

ราชวังเรือนแก้ว คริสตัลพาเลซ

สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ

สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ (Crystal Palace F.C.) สำหรับแฟนบอลชาวไทย อาจจะไม่ค่อยอิน เพราะว่าไม่ได้เป็นทีมที่โด่งดังอะไรมากในปัจจุบัน นอกจากแฟนบอลรุ่นเก่าหน่อย ที่จะพลอยได้ยินชื่อบ่อย ๆ หรือไม่ก็คนที่เคยไปอยู่ที่เมืองลอนดอน ที่อาจจะชอบหรือว่าตามเชียร์แบบแฟนพันธ์แท้ ซึ่งแฟนบอลรุ่นใหม่ ก็อาจจะรู้จักเพียงผ่าน ๆ แต่สโมสรแห่งนี้ก็มีเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย กับทีมที่เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมือง ที่เป็นที่ภูมิใจของคนในเมือง

ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1905 โดยมีฉายาในประเทศไทยว่า พญาเหยี่ยว มีสนามประจำสโมสรคือ เซลเฮิสต์พาร์ก เคยมาเล่นในฟุตบอลดิวิชั่น 1 ของอังกฤษ (พรีเมียร์ลีก ในปัจจุบัน) ทั้งหมด 34 ครั้ง ปัจจุบันเล่นใน ฟุตบอลพรเมียร์ลีก โดยสโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซเป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมือง คริสตัลพาเลซ หรือในประเทศไทยมีชื่อว่า “ราชวังเรือนแก้ว” หรือ “ปราสาทเรือนแก้ว”

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ
ฉายา : The Eagles, The Glaziers ราชวังเรือนแก้ว, ปราสาทเรือนแก้ว (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง : 10 กันยายน ค.ศ. 1905 (113 ปี)
สนาม : เซลเฮิสต์พาร์ก (ความจุ 25,456 ที่นั่ง)
เจ้าของ : สตีฟ แพริช, โจชัว แฮร์ริส, เดวิด เอส. บลิตเซอ
ประธาน : สตีฟ แพริช
ผู้จัดการ : รอย ฮอดจ์สัน
ลีก : พรีเมียร์ลีก

ประวัติในอดีตของ สโมสรฟุตบอลคริสตัลพาเลซ Crystal Palace

ทีมฟุตบอล คริสตัล พาเลซ ( Crystal Palace F.C. ) ก่อตั้งมาแล้วอย่างยาวนาน โดยเกิดขึ้นในวันที่ 10 กันยายน 1905 จากประชาชนในพื้นที่ช่วยกัน ภายใต้การแนะนำของ Edmund Goodman ผู้ช่วยเลขานุการทีม Aston Villa และนั่นทำให้สีประจำทีม ของทั้ง 2 ทีมคล้ายกัน

สโมสร คริสตัล พาเลซ ได้ทำการโบยบินสู้รบกับทีมต่าง ๆ ซึ่งได้เล่นในลีกสูงสุดของประเทศมา 34 ครั้ง ทั้งลีกรูปแบบเก่าและรูปแบบปัจจุบัน ที่มีการปรับเปลี่ยนกันมาจนลงตัว ทีมมีฉายาว่า The Glaziers , The Eagles ตามโลโก้สัญลักษณ์ของทีม แต่ในประเทศไทยแล้ว ทีมนี้จะถูกเรียกว่า ปราสาทเรือนแก้ว, ราชวังเรือนแก้ว ตามชื่อของทีมมากกว่า

โดยในปัจจุบัน ทีม คริสตัล พาเลซ ยังไม่ได้มีเงินมากมายนัก จึงเน้นไปที่นักเตะเกรดรองราคาไม่แพง แต่ซื้อมาเล่นแล้วเข้ากับทีมได้ จนดันให้ความสามารถออกมาได้เด่นชัดหลายคน และรวมไปถึงการปั้นเด็ก มาใช้งานเอง นับว่าเป็นทีมเล็กให้ความสำคัญกับพวกแข้งดาวรุ่งมาก

สนามเหย้า ทีม คริสตัล พาเลซ สนามแข่งของทีม คริสตัล พาเลซ มีชื่อว่า Selhurst Park Stadium ตั้งอยู่ใน South Norwood สามารถจุคนได้ 26,309 คน ขนาดสนาม 110 x 74 หลา ลงเสาเข็ม 1922-23 ก่อนจะมาเริ่มการก่อสร้างใน 1924 ผ่านวิศวกรจาก ฮัมเพรส์ออฟเคนซิงตัน และได้เริ่มเปิดใช้สนามในเดือน สิงหาคม 1924

มีการปรับปรุงเพิ่มเติมใหม่ในปี 1983 และปี 1995 ส่วนการต่อเติมมีในปี 1964 และ 1994โดยสนามแห่งนี้ก็ เคยมีทีมอื่นมาใช้งานด้วย เช่น Charlton Athletic , Wimbledon ปัจจุบันตั้งอยู่ Selhurst Park SE25 6PU London

ตราสัญลักษณ์ สโมสร คริสตัล พาเลซ

1935 มีการใช้สัญลักษณ์แรกปี ใช้ตัวย่อ CP FC ที่เรียบง่ายพร้อมสีประจำสโมสร น้ำเงิน แดงเลือดหมู

1955 มีการปรับมาเป็นโลโก้ เป็นรูปปราสาทสีขาวดำ ไม่ใช้ตัวอักษรเหมือนครั้งแรก

1960 ปรับให้ดูทันสมัย และใส่สีประจำทีมเข้าไป ที่ตรงกลาง สีน้ำเงิน, แดงเลือดหมู

1964 ไม่นานจากครั้งที่แล้ว มีกลับใช้เปลี่ยนสีประจำทีมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มาในทรงครึ่งวงกลม สีน้ำเงินตัดสีขาวตรงกลางและสีแดง ไม่มีตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์อะไรเลย

1967 ถึงเวลาปรับอีกครั้ง หลังจาก 3 ปีก่อน มาคราวนี้ ใช้สีพื้นเป็นแดงเลือดหมู และคำว่า CRYSTAL PALACE เป็นสีเหลืองทองง่าย ๆ

1972 เปลี่ยนใช้โลโก้วงกลม วงนอกสีแดงเลือดหมู ใช้ชื่อฉายาแรกอย่าง The Glaziers ไว้ด้านบน และชื่อทีมไว้ด้านล่าง เป็นตัวหนังสือสีขาว ส่วนตรงกลางใช้อักษรย่อ CP ตัวสีฟ้าดึงความเด่นออกมา

1973 ปีเดียวจากปีก่อน ที่ได้ทำการแก้ไขโลโก้ไป มีการเปลี่ยนอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ได้มีพญาอินทรีเข้ามาเป็นครั้งแรก และเริ่มมีการเรียก The Eagles จนกลายมาเป็นไอคอนของทีม

1987 โดยเลือกปรับจากการใช้เป็นรูปวงกลม มาเป็นการยกทั้งนกอินทรีและปราสาท ออกมาโดด ๆ เพื่อความชัดเจน โดยคาดลิปบิ้นสีแดง เป็นพื้นของสีทีมด้วย

2006 ใช้การปรับภาพลักษณ์นกอินทรี ให้ดูทรงสง่ามากขึ้น มีความดุและยืนสยายปีก พร้อมลงรายละเอียดลูกฟุตบอลที่โดนเหยียบ ให้มีลวดลายทันสมัยมากขึ้น

2012 มีความต้องการของเจ้าของทีม ที่จะทำให้รูปแบบสดใสและดูดี ในชุดการแข่งขัน เพื่อการจำหน่ายและสวมใส่จึงการเปิดโหวต 6 แบบออกมา โดยการลงคะแนนมากจากแฟนบอล ที่ถือบัตรประจำของสโมสร แบบครึ่งฤดูกาลและเต็มซีซั่นในปีนั้น และแบบที่ชนะเริ่มใช้ในปีถัดไป

2013 สัญลักษณ์ขอทีมล่าสุดที่ถูกโหวตและใช้งานจริง และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติ ทำเนียบแชมป์ คริสตัล พาเลซ ที่เคยได้

FA Cup : รองแชมป์ 2015-2016

First Divsion (ลีกสูงสุดแบบเก่า) : ได้ที่ 3 ฤดูกาล 1990-91

Seconnd Division (ดิวิชั่น1) : แชมป์ฤดูกาล 1978-79 , รองแชมป์ 1968-69 , แชมป์เพล์ออฟ 1988-89 , 1996-97 , 2003-04 , 2013-14 รองแชมป์เพล์ออฟ 1995-96

Trird Divsion (ดิวิชั่น2) : แชมป์ฤดูกาล 1920-21 รองแชมป์ 1963-64

Third Divsion South (การแบ่งลีกภาคใต้แบบเก่า): รองแชมป์ 1928-29 , 1930-31 , 1938-39

Southern Football League Divion One : รองแชมป์ 1913-14

Southern Football League Divion Two : แชมป์ 1905-06

นี้คือความสุดเจ๋งของ คริสตัล พาเลซ ที่แสดงให้ทีมในลีกเห็น ว่าทีมที่ไม่ได้รับการลงทุนอะไรมากมาย ก็ยังสามารถเล่นในลีกสูงสุดได้ในปัจจุบันได้ มีการทำโรงเรียนปั้นเด็กไว้ใช้งานและเติมเต็มชุดใหญ่ตลอด เป็นแนวางการเล่นที่เฉพาะตัวที่ดี

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์

สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์ ฉายา แมวดำ The Black Cats

สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์

สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์(Sunderland A.F.C.) ก่อตั้งขึ้นในปี 1879 ภายใต้ชื่อเดิม Sunderland & District Teachers Association ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Sunderland Association Football Club

เข้าร่วมฟุตบอลลีกอาชีพในปี 1890 โดยในช่วงแรกระหว่างปี 1886-1898 ซันเดอร์แลนด์ได้ใช้สนาม Newcastle Road ร่วมกับ สโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญ

ต่อมาในปี 1898 ซันเดอร์แลนด์จึงได้ย้ายมาใช้สนามโรเกอร์พาร์ค เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่แทน ผลงานในอดีตที่ผ่านมาซันเดอร์แลนด์เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ 6 ครั้ง ในปี 1892, 1893, 1895, 1902, 1913 และ 1936 และเป็นแชมป์เอฟเอคัพ 2 ครั้ง ในปี 1937 และ 1973 ตามลำดับ

สโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์ ปี 1987-1988

ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ย่ำแย่ทำให้ตกชั้นลงไปแข่งขันในระดับดิวิชั่น 3 ของอังกฤษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ต่อมาภายใต้การทำทีมของ Dennis Smith ทำให้ซันเดอร์แลนด์มีผลงานที่ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยสามารถคว้าแชมป์ดิวิชั่น 3 ได้สำเร็จในฤดูกาลดังกล่าว

ปี 1995-1997 ซันเดอร์แลนด์ภายใต้การนำของผู้จัดการทีมคนใหม่ “ปีเตอร์ รีด” เพียงแค่ฤดูกาลแรกก็สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการพาทีมขึ้นสู่ระดับพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษ หลังจากต้องใช้ความพยายามมาอย่างยาวนาน แต่ในฤดูกาล 1996-1997 ซันเดอร์แลนด์กลับทำผลงานได้ไม่ดีนักทำให้จบฤดูกาลที่อันดับ 18

ต้องตกชั้นกลับไปเล่นในระดับดิวิชั่น 1 ตามเดิม และในปีเดียวกันนั้น ซันเดอร์แลนด์ได้ย้ายสนามเหย้าจากสนาม Roker Park ที่เคยใช้งานมากว่า 99 ปี มายังสนามแห่งใหม่คือ สนาม Stadium of Light ที่มีความจุมากที่สุดแห่งหนึ่งในรอบ 70 ปีของสนามกีฬาในอังกฤษ ด้วยจำนวนที่นั่งผู้เข้าชม 42,000 คน (โดยต่อมาได้ขยายความจุเป็น 49,000 คน)

ปี 1997-2003 หลังจากใช้ความพยายามร่วม 2 ปี ซันเดอร์แลนด์ก็กลับมาแข่งขันในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยในฤดูกาล 1998-1999 ซันเดอร์แลนด์สามารถทำคะแนนได้สูงถึง 105 คะแนน ซึ่งกลายเป็นสถิติคะแนนสูงสุดในขณะนั้นอีกด้วย สำหรับผลงานในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1999-2000 และ 2000-2001 ซันเดอร์แลนด์สามารถทำผลงานได้ดีจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 ทั้งสองฤดูกาล

แต่ทว่ายังพลาดโอกาสที่จะไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป โดยในฤดูกาล 2001-2002 ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ไม่ดีนักแต่ก็สามารถหนีรอดการตกชั้นมาได้อย่างเฉียดฉิวด้วยอันดับ 17

แต่ในฤดูกาล 2002-2003 ซันเดอร์แลนด์ก็ยังทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ต่อเนื่อง เมื่อชนะเพียง 4 เกม ยิงได้ 21 ประตู เก็บได้เพียง 19 คะแนน จบด้วยอันดับสุดท้ายของตารางจึงต้องตกชั้นไปในที่สุด โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ซันเดอร์แลนด์ตกอยู่ในภาวะหนี้สินท่วมสโมสรมากกว่า 20 ล้านปอนด์ ทำให้จำเป็นต้องขายนักเตะที่ดีที่สุดไปเพื่อชำระหนี้และพยุงสถานการณ์ของสโมสรให้ดีขึ้น

ปี 2003-2006 ซันเดอร์แลนด์โดยการทำทีมของ “มิค แมคคาร์ธธี” ใช้ความพยายาม 2 ปีจนได้แชมป์ลีก Coca-Cola Championship และได้กับมาเล่นในระดับพรีเมียร์ชิพอีกครั้ง (ครั้งที่ 3 ในรอบ 10 ปี) อย่างไรก็ตาม หลังจากจบฤดูกาล 2005-2006 ซันเดอร์แลนด์สามารถชนะได้เพียง 3 เกม และเก็บได้เพียง 15 คะแนนเท่านั้น จบด้วยอันดับสุดท้ายของตารางตกชั้นไปตามคาด โดยในครั้งนั้นซันเดอร์แลนด์ได้คะแนนน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสโมสร ส่งผลให้ มิค แมคคาร์ธธี ต้องออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงกลางฤดูกาลในที่สุด

ปี 2006-2007 ความหวังของซันเดอร์แลนด์กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง เมื่อ “ไนออล ควินน์” อดีตนักเตะของซันเดอร์แลนด์ ร่วมกับกลุ่ม Irish Drumaville Consortium ได้เข้าซื้อกิจการของซันเดอร์แลนด์โดยทำการซื้อหุ้นจากประธานสโมสรคนก่อน Bob Murray พร้อมกับแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่คือ “รอย คีน” อดีตกัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นผู้จัดการทีม ซึ่งเป็นอดีตนักเตะทีมชาติไอร์แลนด์ เช่นเดียวกันกับ ไนออล ควินน์ ซึ่งรับตำแหน่งประธานสโมสรในเวลาต่อมา

ซึ่งหลังจากการเข้ามาของประธานสโมสรและผู้จัดการทีมคนใหม่ ซันเดอร์แลนด์สร้างสถิติไม่แพ้ใคร 17 นัดติดต่อกัน ในช่วงต้นปี 2007 เก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ ขยับจากตำแหน่งบ๊วยของตารางขึ้นมาเป็นจ่าฝูง และทำให้ซันเดอร์แลนด์เลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็วโดยใช้เวลาเพียงปีเดียวในฐานะทีมชนะเลิศ พร้อมกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ (อันดับ 2) และดาร์บี เคาน์ตี้ (เพลย์ออฟ)

ปี 2007-2010 ฤดูกาล 2007-2008 และ 2009-2010 ซันเดอร์แลนด์ ทำผลงานได้ไม่ดีนักภายใต้การคุมทีมของ รอย คีน และ ริคกี้ สบราเกีย จนต้องหนีการตกชั้นเกือบทั้งฤดูกาล และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 15 และ 16 ตามลำดับ ทั้งที่มีนักเตะอย่าง ฌิบริล ซิสเซ่ อดีตหัวหอกลิเวอร์พูล, เคนวิน โจนส์ หัวหอกดาวซัลโวสโมสรฤดูกาล 2007-2008 รวมถึง คีแรน ริชาร์ดสัน อดีตนักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วย

หลังจาก ริคกี้ สบราเกีย ลาออกจากตำแหน่ง “สตีฟ บรูซ” อดีตผู้จัดการทีมวีแกนก็เข้ามารับตำแหน่งแทน และได้ดึงนักเตะอย่าง ดาร์เรน เบนท์ กองหน้าจากสเปอร์ส, เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ หัวหอกดาวรุ่งจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด รวมถึง เปาโล ดาซิลวา ปราการหลังทีมชาติปารากวัย เข้ามาร่วมทีม การเสริมทัพครั้งนั้นนับว่าน่าสนใจและทำให้ซันเดอร์แลนด์ดูมีอนาคตที่ดีขึ้น

โดยในช่วงต้นฤดูกาล 2009-2010 นี้เองในเกมส์ที่พบกับลิเวอร์พูลเกิดเหตุการ์ณที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการเมื่อดาร์เรน เบนท์ กองหน้าซันเดอร์แลนด์ยิงไปโดนลูกบอลชายหาดที่แฟนบอลลิเวอร์พูลขว้างลงมาในสนาม ทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปส่งผลให้ซันเดอร์แลนด์ชนะไป 1-0 และยังสามารถเอาชนะอาร์เซนอลด้วยสกอร์ 1-0 ก่อนที่ช่วงท้ายฤดูกาลซันเดอร์แลนด์จะฟอร์มตกจนหมดโอกาสที่จะลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรปทั้งที่กองหน้าอย่างดาร์เรน เบนท์ โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการยิงไปถึง 24 ประตู

ฤดูกาล 2011-2012 ของซันเดอร์แลนด์

ซันเดอร์แลนด์มีการปรับทัพนักเตะครั้งใหญ่ โดย สตีฟ บรูซ ได้เสริมทัพนักเตะเพิ่มอีก 10 คน โดยมี GK คีแรน เวสท์วูด, DF เวส บราวน์, จอห์น โอ’เชีย, MF เซบาสเตียน ลาร์สสัน, เจมส์ แมคคลีน, เดวิด วอห์น, เคร็ก การ์ดเนอร์, FW คอนเนอร์ วิคแฮม, จี ดง วอน, นิคลาส เบนท์เนอร์ (ยืมตัวมาจากอาร์เซนอล) แต่ก็ทำผลงานไม่ดีนัก ลงเตะ 13 นัด มีเพียง 11 คะแนน (จากการชนะ 2 นัด และเสมอ 5 นัด) พร้อมกับมีเสียงเรียกร้องให้ลาออกจากแฟนบอล โดยหลังจากที่สตีฟ บรูซ ทำทีมแพ้ วีแกน (ทีมอันดับ 20 ขณะนั้น) ในบ้านตัวเองด้วยสกอร์ 1-2 ความอดทนก็สิ้นสุดลง สตีฟ บรูซจึงถูกปลดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2011 โดย เอลลิส ชอร์ท ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานสโมสรต่อจาก ไนออล ควินน์ และเจ้าของสโมสร

หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 3 ตุลาคม 2011 ซันเดอร์แลนด์ประกาศแต่งตั้ง “มาร์ติน โอนีล” เป็นผู้จัดการทีม และได้เข้าคุมทีมอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 11 ธันวาคม 2554 โดยซันเดอร์แลนด์สามารถคว้าชัยชนะเหนือ แบล็คเบินร์โรเวอร์ ได้ด้วยสกอร์ 2-1 หลังจากนั้นภายใต้การคุมทีมของ มาร์ติน โอนีล ก็ทำให้ซันเดอร์แลนด์มีผลงานที่ดีขึ้นเป็นลำดับและสามารถเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนธันวาคม 2012 และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ หลังจากทำแต้มในลีกห่างจากโซนตกชั้นได้แล้ว ยังทำผลงานได้ดี ในรายการฟุตบอลถ้วยเอฟเอคัพ ซึ่งสามารถผ่านเข้ารอบได้ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะพ่ายให้กับสโมสรเอฟเวอร์ตัน และผลงานในลีกช่วงปลายฤดูกาลเริ่มแผ่วลง ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 13

ชื่อเต็ม : Sunderland Association Football Club
ฉายา : The Black Cats แมวดำ
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1879 ในชื่อ Sunderland & District Teachers
สนาม : สเตเดียมออฟไลต์, ซันเดอร์แลนด์ (ความจุ: 49,000 คน)
ประธานสโมสร : สจวรต์ ดอนัลด์
ผู้จัดการทีม : แจ็ค รอสส์
ลีก : อีเอฟแอลลีกวัน

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล

ปืนใหญ่ อาเซนอล ขุนพลเดอะ กันเนอร์ส

สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล

สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล (Arsenal Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่เล่นในพรีเมียร์ลีก จากย่านฮอลโลเวย์ ในกรุงลอนดอน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ ครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ 13 ครั้งและเอฟเอคัพ 13 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสถิติผู้เข้าชิงชนะเลิศในเอฟเอคัพมากที่สุด คือ 20 ครั้ง และยังเป็นแชมป์เอฟเอคัพมากที่สุด

อาร์เซนอลถือสถิติร่วม โดยอยู่ในลีกสูงสุดของอังกฤษยาวนานที่สุดโดยไม่ตกชั้น และติดอยู่อันดับ 1 ของผลรวมอันดับในลีก ของทั้งศตวรรษที่ 20 และเป็นทีมที่ 2 ที่จบการแข่งขันฤดูกาล ในลีกสูงสุดของอังกฤษโดยไม่แพ้ทีมไหน (ในฤดูกาล 2003–04) เป็นทีมเดียวที่ไม่แพ้ใครทั้ง 38 นัด

อาร์เซนอลก่อตั้งในปี ค.ศ. 1886 ที่วูลิช โดยกลุ่มคน 15 คน ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 6 เพนซ์ เป็นค่าตั้งสโมสร ที่รอยัลโอ๊คผับ (ซึ่งความหมายนี้ ได้ปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์สโมสรในวาระครบรอบ 125 ปีของการก่อตั้ง) และในปี ค.ศ. 1893 เป็นสโมสรแรกจากลอนดอนใต้ ที่ร่วมในฟุตบอลลีก ต่อมาในปี ค.ศ. 1913

สโมสรได้ย้ายมายังลอนดอนเหนือ ย้ายสนามมายังอาร์เซนอลสเตเดียม ในไฮบรี ในคริสต์ทศวรรษ 1930 สโมสรครองแชมป์ลีกแชมเปียนชิป 5 สมัยและเอฟเอคัพ 2 สมัย และในยุคหลังสงครามชนะในลีกและเอฟเอคัพทั้งสองถ้วยในฤดูกาล 1970–71 และในคริสต์ทศวรรษ 1990 และคริสต์ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ครองสองถ้วยในฤดูกาลเดียว 2 ครั้ง

สามารถเข้าสู่รอบตัดสิน ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี ค.ศ. 2006 อาร์เซนอล มีทีมคู่ปรับร่วมเมืองในนอร์ทลอนดอน คือทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่เรียกการแข่งขันว่า นอร์ทลอนดอนดาร์บี อาร์เซนอลเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับ 4 ของโลก ในปี ค.ศ. 2012 โดยมีมูลค่า 1.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์

อาร์เซนอล เคยเดินทางมาแข่งขันครั้งเดียวในประเทศไทย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 1999 เป็นการแข่งขันนัดพิเศษกับทีมชาติไทย ณ ราชมังคลากีฬาสถาน โดยผลการแข่งขัน ทีมชาติไทยเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 4-3 ประตู โดยผู้เล่นที่ได้รับเลือกให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ คือ เอ็นวานโก คานู กองหน้าของอาร์เซนอล

สำหรับชาวไทยที่มีชื่อเสียงที่เป็นผู้สนับสนุน อาร์เซนอล เช่น กพล ทองพลับ (พิธีกรและดีเจ), เสกสรร สุขพิมาย (นักร้อง, นักดนตรี), กรภพ จันทร์เจริญ (นักร้อง, นักดนตรีและนักแสดง), ไปรยา สวนดอกไม้ (นักแสดง, นางแบบ), ธีรศิลป์ แดงดา (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), รณชัย รังสิโย (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), อดิศักดิ์ ไกรษร (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ธีราธร บุญมาทัน (นักฟุตบอลทีมชาติไทย), ฉัตร์ชัย บุตรดี (นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย), วิทยา เลาหกุล (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติและผู้ฝึกสอนฟุตบอล), พิชิตพงษ์ เฉยฉิว (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย), สุธี สุขสมกิจ (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย), สินทวีชัย หทัยรัตนกุล (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย), สาธิต ปิตุเตชะ (นักการเมือง), วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ (พิธีกรและดีเจ), ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ (นักแสดง, นายแบบ, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ (นักแสดง), สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ (นักร้อ), เสถียร วิริยะพรรณพงศา (สื่อมวลชน), ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม (ดีเจ,พิธีกรและนักแสดง), สหัทยา ไกรขุนทศ (สื่อมวลชน,ผู้ประกาศข่าวกีฬาช่อง 3) ฯลฯ

ความนิยมของ สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล

อาร์เซนอล เป็นแชมป์ลีกสูงสุดมากเป็นอันดับ 3 ในวงการฟุตบอลอังกฤษรองจากลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าแชมป์เอฟเอคัพมากเป็นอันดับ 1 คือ 12 สมัย เทียบเท่ากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ 3 ครั้ง (แชมป์ลีกและเอฟเอคัพในปีเดียวกัน) คือปี 1971, 1998 และ 2002 ครองสถิติสูงสุดร่วมกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เป็นทีมแรกของอังกฤษ ที่สามารถคว้าแชมป์ซูซูกิคัพและคัพไทยได้ในปีเดียวกัน คือปี 2008 อาร์เซนอลยังเป็นทีมแรกของกรุงลอนดอน ที่สามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ รายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ในปี 2006

อาร์เซนอล เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีสถิติที่ดีเยี่ยม เคยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ต่ำกว่าอันดับ 14 เพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น

อาร์เซนอล ยังเป็นทีมที่มีสถิติอันดับเฉลี่ย ดีที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 (ช่วงปี 1900-1999) อีกด้วย โดยอันดับเฉลี่ยคือ 8.5  นอกจากนั้นแล้ว อาร์เซนอลยังเป็นหนึ่งในห้าสโมสร ที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ 2 สมัยติดต่อกัน นั่นคือการคว้าแชมป์ในปี 2002 และปี 2003

นอกจากนี้แล้ว ในปี 2015 มีการสำรวจความนิยม จากแฟนฟุตบอลทั่วทั้งโลก ผ่านโปรแกรมทวิตเตอร์พบว่า อาร์เซนอล เป็นสโมสรที่มีฐานผู้นิยมมากที่สุด โดยกระจายไปในหลายทวีปทั้งยุโรป, อเมริกาเหนือ และ แอฟริกาเหนือ

สำหรับในประเทศอังกฤษ อาร์เซนอล เป็นสโมสรที่มีผู้นิยมมากที่สุด เป็นอันดับสอง คิดเป็นร้อยละ 15.03 ขณะที่ ลิเวอร์พูล คือ สโมสรที่มีผู้นิยมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 15.21 แต่อาร์เซนอลเป็นสโมสรแห่งแรก ของอังกฤษที่มีผู้ติดตามทางทวิตเตอร์มากถึง 5 ล้านคน เมื่อปลายปี 2014

สถิติที่น่าสนใจของ สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล

  • อาร์เซนอลเป็น 1 ใน 4 สโมสรของอังกฤษ ที่ได้แชมป์ลีกติดต่อกันมากที่สุด คือ 3 ครั้ง ในฤดูกาล 1932-33, 1933-34, 1934-35
  • เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 ในปลายปี ค.ศ. 1999 อาร์เซนอล ได้รับการจัดลำดับ จากสำนักข่าวบีบีซี ให้เป็นทีมฟุตบอลที่ดีที่สุดของ อังกฤษในรอบ 100 ปี โดยพิจารณาจากสถิติ และปัจจัยต่าง ๆ โดยมีลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน เป็นอันดับสองและอันดับสามตามลำดับ
  • ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2001-02 อาร์เซนอล สามารถทำประตูได้ในทุกนัด เป็นสถิติสูงสุดของลีก
  • ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2001-02 อาร์เซนอล ชนะติดต่อกัน 14 นัด เป็นสถิติสูงสุดของพรีเมียร์ลีก (มีอีก 3 สโมสรคือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, บริสตอลซิตี้, เปรสตันอร์ธเอนด์ ที่ทำสถิติชนะติดต่อกัน 14 นัดเช่นกัน แต่ทั้งหมดนั้นเป็นสถิติในดิวิชั่น 2)
  • ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003-04 อาร์เซนอล ไม่แพ้ใครตลอดฤดูกาล 38 นัด (ชนะ 26 เสมอ 12) เป็นครั้งแรกของพรีเมียร์ลีก และครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุด ของฟุตบอลอังกฤษต่อจาก เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ในฤดูกาล 1888-89 ซึ่งขณะนั้นมีการแข่งขันเพียง 22 นัดต่อฤดูกาล
  • อาร์เซนอล ไม่แพ้ใครเลยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 49 นัด ระหว่างฤดูกาล 2002-03, 2003-04, 2004-05
  • ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003-04 อาร์เซนอล ไม่แพ้ใครเลยตลอดทั้งฤดูกาล ได้รับการโหวตจากแฟนฟุตบอล ให้เป็นสโมสรฟุตบอลที่ดีที่สุด ของอังกฤษในรอบ 20 ปี โดยมีแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1998-99 ที่ได้ทริปเปิลแชมป์ หรือสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน เป็นอันดับสอง

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา

สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา ประกาศกุนซือคนใหม่

สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา

สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา ประกาศ ดีน สมิธ อดีตกุนซือ เบรนท์ฟอร์ด เข้ารับตำแหน่งนายใหญ่ของทีม พร้อมกับ จอห์น เทอร์รี่ อดีตกัปตันสิงโตน้ำเงินคราม รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช จากที่มีข่าวลือเรื่องใครจะมาเป็นกุนซือของ แอสตัน วิลล่า ทีมใน แทน สตีฟ บรูซ ที่ทำผลงานในฤดูกาลนี้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงเป็นเหตุให้โดนปลดออกจากหน้าที่ ตามระเบียบ

ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ ยืนยันการแต่งตั้ง ดีน สมิธ ขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่ พร้อมกับมี จอห์น เทอร์รี่ เป็นผู้ช่วยโค้ช และยังแต่ตั้ง เฮซุส การ์เซีย ปิตาร์ช ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาคนใหม่ ของสโมสรอีกด้วยในวันเดียวกัน

สมิธ ย้ายมาจาก เบรนท์ฟอร์ด เพื่อเข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนของวิลล่า โดยเขาทำทีม “พญาผึ้ง” เป็นที่ 7 ของตารางคะแนน เดอะ แชมเปี้ยน ชิพ ในปัจจุบัน มีคะแนนเหนือกว่า วิลล่า อยู่ 3 คะแนน และอันดับดีกว่า 8 อันดับเลยทีเดียว

ด้าน เทอร์รี่ วัย 37 ปี ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชของทีม หลังประกาศเลิกเล่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยใช้เวลาในฤดูกาลสุดท้ายกับ วิลลา หลังค้าแข้งกับเชลซีมา 19 ปี

“จอห์น เป็นหนึ่งในนักเตะที่เป็นต้นแบบที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลอังกฤษ เขาเคยมีผลงานกับสโมสร และตอนนี้เขาพร้อมแล้ว ที่จะก้าวสู่ก้าวถัดไปของอาชีพ ในการทำงานร่วมกับดีน” คริสเตียน เพอร์สโลว์ ซีอีโอ ของ “สิงห์ผยอง” กล่าว

โดย เทอร์รี่ ลงสนามมาทั้งหมด 78 นัด ให้ทีมชาติอังกฤษ และเขาเลือกจะปฏิเสธสัญญาจาก สปาร์ตัก มอสโก ในช่วงซัมเมอร์ ก่อนแขวนสตั๊ด แล้ววมารับหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชในปัจจุบัน

เดี๋ยวได้เจอกัน เทอร์รี ลั่นจะพา สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา เลื่อนชั้นพร้อมเจอทีมเก่า

จอห์น เทอร์รี อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ และ เชลซี ที่ตอนนี้ค้าแข้งอยู่กับ แอสตัน วิลลา ใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เปิดเผยว่า เขาอยากจะพา สิงห์ผยอง กลับมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง

พร้อมกับการได้เจอ สิงห์บลู ทีมเก่าในพรีเมียร์ลีก หลังจากอยู่กับ เชลซี มา 22 ปี จอห์น เทอร์รี ก็ย้ายมาเล่นในถิ่น วิลลาปาร์ค ด้วยสัญญา 12 เดือน และจะได้รับการต่อสัญญาออกไปอีก พร้อมโบนัส 2 ล้านปอนด์ หากสามารถพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ได้

“ผมยังคงกระหายอยู่เสมอ ผมต้องการให้ซีซันนี้จบลง และในซีซันหน้าเราได้ไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะไปแบบอัตโนมัติ หรือ เล่นรอบเพลย์ออฟก็ตาม”

“มันเป็นแรงผลักดันครั้งสุดท้าย และเราหวังว่าจะทำได้สำเร็จ และทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อจบซีซัน”

“เชลซี ยังคงเป็นสโมสรของผมอยู่เสมอ แต่นับตั้งแต่ผมมาถึงที่ วิลลา ผมทุ่มเททุกอย่างให้พวกเขาและแฟน ๆ ที่นี่ยอดเยี่ยมมากสำหรับผม”

“พวกเขาอ้าแขนต้อนรับผม และผมก็คิดว่าต้องตอบแทนพวกเขาด้วยผลงานในสนามและการฝึกซ้อม มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและได้ผลเป็นอย่างดี ผมรู้สึกได้”

ประวัติในอดีตของ สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา

สโมสร ฟุตบอลแอสตันวิลล่า (Aston Villa Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษ มีฉายาว่า สิงห์ผงาด ตั้งอยู่ที่เมือง วิทตัน ในแคว้น เบอร์มิงแฮม ประเทศ อังกฤษ สโมสรที่ก่อตั้งในปี 1874 สนามที่ใช้เป็นสนามเหย้าในปัจจุบัน คือ วิลล่าพาร์ค โดยเริ่มใช้นามแห่งนี้ ตั้งแต่ ตั้งแต่ปี 1897 แอสตันวิลล่าเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของฟุตบอลลีกในปี 1888 พวกเขายังเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของพรีเมียร์ลีกในปี 1992 และในปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา
ฉายา : เดอะวิลลา, วิลลาส์, สิงห์ผงาด, สิงห์ผยอง
ก่อตั้ง : 21 พฤศจิกายน 1874 (144 ปีก่อน)
สนาม : วิลลาพาร์ก ความจุ 42,660 ที่นั่ง
เจ้าของ : เรคอนสปอตส์ลิมิเต็ด
ประธาน : โทนี เซียะ
ผู้จัดการ : สตีฟ บรูซ
ลีก : อีเอฟแอลแชมเปียนชิป

สำหรับ แอสตันวิลล่า สนามของ แอสตันวิลล่า หรือ วิลล่า พาร์ค มีจำนวนที่นั่งด้วยกัน 42,682 ที่นั่ง เคยชนะยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกหนึ่งสมัยในปี ค.ศ. 1982 ซึ่งเป็นยุคของ โทนี่ บาร์ตัน โดยชนะ บาเยิร์น มิวนิก จากเยอรมนี ไปได้ 1-0 เคยได้แชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีกปัจจุบัน) ถึง 7 สมัย เอฟเอคัพ 7 สมัย ลีกคัพ 5 สมัย

อยู่ภายใต้การคุมทีมของ พอล แลมเบิร์ต อดีตผู้จัดการทีม เซลติก และ นอริช ซิตี้ แอสตันวิลล่า เป็นทีม ในเมืองเดียวกันกับ เบอร์มิงแฮมซิตี ของอังกฤษ สโมสรได้รับการลอยโดยเจ้าของก่อนหน้านี้และประธานดั๊กเอลลิส แต่ในปี 2006 การควบคุมเต็มรูปแบบของสโมสรที่ถูกซื้อโดยนักธุรกิจชาวอเมริกัน แรนดี้เลิร์น เนอ

ทีมบอล แอสตัน วิลลา เปิดลีกอีสปอร์ตของตัวเอง

สโมสรฟุตบอล “แอสตัน วิลลา” ของอังกฤษ เปิดลีกแข่งอีสปอร์ตของตนเองเรียกว่า “AVFC Gaming” ใช้เกมดัง FIFA 18 ดวลแข้งกันบนคอนโซล

การแข่งดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับเครือข่ายอีสปอร์ต European Gaming League (EGL) ให้ผู้เล่นแข่งกันสะสมแต้มและแจกรางวัลพิเศษ อย่างเช่น ตั๋วชมการแข่งบอลของจริง ภาพถ่ายนักเตะพร้อมลายเซ็น รวมถึงเครื่องคอนโซลติดแบรนด์ AVFC ของพวกเขาเองด้วย

ผู้ที่ร่วมแข่งจะต้องเป็นชาวยุโรปเท่านั้น จะไม่รับระดับมืออาชีพที่เคยผ่านรายการใหญ่มาก่อน ใช้โหมดออนไลน์ของ FIFA 18 ดวลกันตัวต่อตัว สามารถสมัครได้ทั้งเวอร์ชันเพลย์สเตชัน 4 และเอ็กบ็อกส์วัน

“วิล แรดฟอร์ด” หัวหน้าฝ่ายสื่อดิจิตอล ของสโมสรกล่าวว่า “เรารู้ว่าการเป็นแฟนวิลลานั้น มีมากกว่าแค่วันบอลแข่ง แฟน ๆ ของเราหายใจเข้าออกเป็นสโมสรทั้งชีวิต การเปิด AVFC Gaming ก็เพื่ออ้าแขนรับสิ่งที่แฟน ๆ ของเราชื่นชอบอยู่แล้ว เราอยากให้รางวัลกับผู้ศรัทธาในวิลลา การร่วมมือกับ EGL ก็ช่วยให้เราทำสิ่งนี้ได้ ในแบบที่สโมรอื่นไม่เคยทำ”

“อีสปอร์ตกำลังได้รับความนิยมสูงขึ้น ลีกการแข่งทั่วโลกได้พัฒนาผู้มีความสามารถ เป็นจำนวนมาก โดย AVFC Gaming จะเป็นหนึ่งในตัวอย่างเหล่านั้น ยังเป็นช่องทางให้แฟน ๆ กับสโมสรได้มีปฏิสัมพันธ์กันนอกสนามวิลลาปาร์คด้วย”

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน‎

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน‎ ทอฟฟีสีน้ำเงิน The Toffees The Blues

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน‎

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน‎ (Everton Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลหนึ่งในเมือง ลิเวอร์พูล ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1878 เป็นสโมสรที่มีประวัติอันยาวนานที่สุดสโมสรหนึ่งในอังกฤษ ลงเล่นลีกสูงสุดถึง 103 ฤดูกาล (จาก 107 ฤดูกาล) และเคยชนะด้วยคะแนนมากที่สุดในลีกสูงสุดของประเทศ เอฟเวอร์ตันเป็นคู่ปรับ ร่วมเมืองของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สนามประจำทีมเอฟเวอร์ตันชื่อ กูดิสัน พาร์ค ซึ่งห่างจากสนามของลิเวอร์พูลเพียงแค่สวนสาธารณะกั้น แฟนฟุตบอลชาวไทยตั้งฉายาให้ว่า “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน”

ชื่อเต็ม : สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน
ฉายา : Toffees The Blues (ทอฟฟีสีน้ำเงิน)
ก่อตั้ง : 1878 141 ปีที่แล้ว (ในชื่อ สโมสรฟุตบอลเซนต์โดมิงโก)
สนาม : กูดิสันพาร์ก, ลิเวอร์พูล, สหราชอาณาจักร (ความจุ : 39,572)
เจ้าของ : ฟาร์ฮาด โมชีรี (49.90%), บิลล์ เคนไรต์ (12.16%), จอน วูดส์ (8.90%), ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ (29.04%)
ประธานสโมสร : บิลล์ เคนไรต์
ผู้จัดการทีม : มาร์กู ซิลวา
ลีก : พรีเมียร์ลีก

ประวัติที่มาของ สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน‎

สำหรับทีมฟุตบอลในประเทศอังกฤษนั้น ถือได้ว่าทีม เอฟเวอร์ตัน เป็นทีมที่เก่าแก่มากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยก่อตั้งขึ้นใน ปี ค.ศ. 1878 ที่เมืองลิเวอร์พูล แต่เดิมนั้นทีมใช้ชื่ว่า “เซนต์โดมิงโก เอฟซี” ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ตั้งขึ้นตามชื่อโบสถ์แห่งหนึ่ง ในเมืองลิเวอร์พูลนั้นเอง ส่วนชื่อที่ใช้ในปัจจุบันนี้เปลี่ยนเมื่อ ปี ค.ศ. 1884 โดยมีประธานสโมสรคือ จอห์น โฮลดิง ดำรงตำแหน่างนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล และสมาชิกสภาผู้แทนพรรคอนุรักษ์นิยมในขณะนั้น ในปี ค.ศ. 1892 ทีมถูกย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันตกของสแตนลีย์ ปาร์ค (กรีน เมอร์)

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเศรษฐี เจ้าของกิจการลิต เติลวูด พูล และการส่งของทางอากาศ อย่าง นาย จอห์น มัวส์ เข้ามาดำรงต่ำแหน่งประธานสโมสร และแต่งตั้งให้ แฮร์รี่ แคทเทอร์ริค เป็นผู้จัดการทีม (แฮร์รี่ลาออกจากตำแหน่ง ด้วยปัญหาด้านสุขภาพ) หลังจากนั้น ก็ได้แต่งตั้งให้ นาย บิลลี่ บิงแฮม เข้าคุมทีม แต่แสดงผลงานได้ไม่ดีนัก ตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้เลย ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงิน กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วง ปี ค.ศ. 1980-1990 เป็นช่วงที่ ฟิลิป คาร์เตอร์ เป็นประธานสโมสร และโฮเวิร์ค เครดัลล์ เข้ามาคุมทีมเอฟเวอร์ตัน จนสามารถพาทีมคว้าชัยชนะ จากการแข่งขัน เอฟ เอ คัพใน ปี ค.ศ. 1984 และยังได้แชมป์ดิวิชั่น 1 ในปีถัดมาอีกด้วย

ผลงานของทางสโมสร เอฟเวอร์ตัน

ผู้จัดการทีม ที่เป็นที่รู้จักและเป็นผู้ดึงทีมให้หนีจากการตกชั้นอยู่หลายครั้ง คือ เดวิด มอยส์ เขาพยายามพาทีมหนีการตกชั้น ด้วยอยู่อันดับที่ 15 ในฤดูกาลต่อมาอยู่ในอันดับที่ 7 ในฤดูกาลปี 2003-2004 แม้ทีมจะเสียนักเตะมือดีไปอย่าง เวน รูนี่ย์ ซึ่งไปเล่นให้ ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่ เดวิด มอยส์ ก็สามารถพาทีมขึ้นสู่อันดับที่ 4 คว้าตั๋วใบสุดท้ายไปเล่นแชมป์เปี้ยน ลีก รองคัดเลือก เขาได้รับเสียงวิจารณ์มากมาย ที่ไม่สามารถพาทีมไปสู่ชัยชนะได้ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า ทำผลงานได้ดียิ่งขึ้น จนสุดท้ายเขาไปคุมทีมให้กับ ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ผลงานของทางสโมสร เป็นที่น่าชื่นชอบอย่างมาก ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้ลงแข่งขันในลีกสูงสุดถึง 103 ฤดูกาลจากทั้งหมด 107 ฤดูกาล และยังชนะด้วยคะแนนมากที่สุดในลีกสูงสุดของประเทศอีกด้วย

ทำไมเอฟเวอร์ตันจึงฉายาทอฟฟี่สีน้ำเงิน สโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่จะถูกเรียกฉายาจากสิ่งที่ปรากฏในโลโก้ทีม บางทีมก็เรียกจากชื่อถนน ชื่อแม่ยาย ชื่อหมาเจ้าของทีม ฯลฯ อะไรก็ว่ากันไป

แต่หลายคนคงนึกงงว่าแล้ว เอฟเวอร์ตัน มันถูกเรียก ทอฟฟี่สีน้ำเงิน ได้อย่างไร ในเมื่อในโลโก้เป็นรูปปราสาท ไม่ใช่รูปลูกอม ไม่มีอะไรเกี่ยวกับทอฟฟี่เลย ที่มาของฉายานี้คือ เมื่อในอดีตตอนที่ เอฟเวอร์ตัน แยกตัวออกมาจากสนาม แอนฟิลด์ ที่ใช้ร่วมกับ ลิเวอร์พูล ใหม่ ๆ มาอยู่ฝั่ง ถนนกูดิสัน เคยมีโรงงานทำท็อฟฟี่ของ คุณป้า Ma Bushell ชื่อว่า Mother Noblett’s อยู่แถว ๆ สนามนั้น

แล้วเวลาก่อนแข่งมันจะมีการให้ Toffee girl จากร้านคุณป้ามาเดินแจกลูกอมให้แฟน ๆ ทดลองชิมเพื่อหลักการตลาด แจกไปแจกมาก็กลายเป็นธรรมเนียมที่ต้องแจกมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งสาววัยรุ่น เด็กน้อย หรือแม้กระทั่งตัวมาสคอตมาเดินแจกลูกอมให้แฟน ๆ ฉายาทีมเขาจึงเรียก The Toffeemen แต่คนไทยเรียก ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน สีน้ำเงินก็มาจากชุดเหย้าของทีมนั่นเอง

ทีมเอฟเวอร์ตัน มีโลโก้ประจำทีม คือรูปราชวังเจ้าชายรูเพิร์ท มีพวงหรีดขนาบข้าง และมีคำขวัญภาษาละตินอยู่ด้านล่าง เขียนไว้ว่า “ Nil satis nisi optimum” หมายความว่า “ไม่มีอะไรน่าหวั่นกลัว ขอให้ทำดีที่สุดก็พอ” ส่วนตัวเลข 1878 ก็คือปีที่ก่อตั้งสโมสรเอฟเวอร์ ตัน นั่นเอง

เอฟเวอร์ตัน เปย์ 40 ล้านรวบ ริชาร์ลิสัน ร่วมงานนายเก่า

ทอฟฟี่สีน้ำเงิน โชว์ป๋าอีกครั้ง หลังดึงตัว ริชาร์ลิสัน ปีกจาก วัตฟอร์ด ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์

มาร์โก ซิลวา นายใหม่ป้ายแดงของ เอฟเวอร์ตัน เสริมทัพรายแรกด้วยการดึงนักเตะเก่า ที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา อย่าง ริชาร์ลิสัน จาก วัตฟอร์ด ซึ่งในตอนแรก มีข่าวลือออกมาว่า ทีมจาก เมอร์ซี่ไซด์ จากใช้เงินถึง 50 ล้านปอนด์ในการดึงตัวปีกรายนี้ แต่สรุปสุดท้ายตัวเลขน่าจะลดลงมาที่ 40 ล้านปอนด์

“ผมอยากประสบความสำเร็จเยอะ ๆ กับเอฟเวอร์ตัน ผมว่ามันจะสำคัญเลยล่ะ ที่ได้มาอยู่กับมาร์โก ซิลวาอีกครั้งที่นี่” ริชาร์ลิสัน เปิดใจ

“ผมจะเรียนรู้ให้มากขึ้นเพราะผมยังเรียนรู้ได้อีก ในการเป็นนักเตะ ผมตั้งเป้าที่จะพัฒนาและเติบโตต่อไปกับที่นี่ เอฟเวอร์ตันแสดงความเชื่อมั่นในตัวผม ผมตั้งใจจะทำให้เสื้อตัวนี้ มีเกียรติและแสดงให้เห็น ในสนามว่าทำไมถึงได้มาอยู่ตรงนี้”

“แน่นอนผมรู้จักผู้จัดการมาก่อนแล้ว เลยรู้ว่าเขาทำงานอย่างไร กับเขาผมพัฒนาขึ้นเยอะตอนอยู่ด้วยกันที่วัตฟอร์ด มันดีมาก ที่ได้ร่วมงานกับเขา ผมเชื่อว่า วันนึงเขาจะช่วยให้ผมติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ได้”

“แต่นั่นคือเรื่องของอนาคต ส่วนปัจจุบันของผมคือ ที่นี่กับเอฟเวอร์ตัน ผมอยากให้ฝันของผมเป็นจริงที่นี่ กับสโมสรที่ใหญ่สุดสโมสรนึงในอังกฤษ”

ฤดูกาลที่แล้ว ริชาร์ลิสัน ย้ายจาก ฟลูมิเนนเซ่ ไปอยู่ วัตฟอร์ด ในราคา 11.2 ล้านปอนด์ ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 38 นัด โชว์ผลงานโดดเด่นด้วยการทำไป 5 ประตูกับ 4 แอสซิสต์

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/