ซันเดอร์แลนด์

ซันเดอร์แลนด์ Sunderland เจ้าของฉายา The Black Cats แมวดำ

ซันเดอร์แลนด์ซันเดอร์แลนด์ Sunderland เริ่มใช้งานสนามสเตเดียมออฟไลท์ตั้งแต่ปี 1997 หลังจากใช้งานสนาม Roker Park มากกว่า 99 ปี ซันเดอร์แลนด์เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุด 6 ครั้ง ในปี 1892, 1893, 1895, 1902, 1913 และ 1936 เข้าร่วมกับลีกอังกฤษตั้งแต่ปี 1890 โดยซันเดอร์แลนด์เล่นอยู่ในลีกสูงสุดเรื่อยมาจนถึงปี 1958 เคยชนะเลิศเอฟเอคัพ 2 ครั้ง ในปี 1937 ชนะ เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ 3-1 และในปี 1973 ชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 ฤดูกาล 2006-2007 ชนะเลิศฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพ ทำให้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลปัจจุบัน (2007-2008) มีประธานสโมสรคือไนออล ควินน์ และมี รอย คีน เป็นผู้จัดการทีมคนปัจจุบัน

ชื่อเต็ม : Sunderland Football Club
ฉายา : The Black Cats ( แมวดำ )
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1879
สนาม : สเตเดียม ออฟ ไลท์ ( ความจุ 49,000 คน )
ที่ตั้ง : เมืองไทน์
ประธานสโมสร : ไนออล ควินน์
ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ
ประวัติสโมสร
สโมสรซันเดอร์แลนด์ (Sunderland A.F.C.) ก่อตั้งขึ้นในปี 1879 ภายใต้ชื่อเดิม Sunderland & District Teachers Association และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Sunderland Association Football Club และได้เริ่มรับนักเตะเข้ามาร่วมทีมและเข้าร่วมฟุตบอลลีกอาชีพในปี 1890
ในช่วงแรกระหว่างปี 1886-1898 ซันเดอร์แลนด์ได้ใช้สนาม Newcastle Road ร่วมกับสโมสรนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญ ต่อมาในปี 1898 ซันเดอร์แลนด์ได้ย้ายมาใช้สนามโรเกอร์พาร์ค เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่

ปี 1913 ซันเดอร์แลนด์ พ่ายให้กับทีมแอสตันวิลลา ในเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ทีมซันเดอร์แลนด์ก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จนในปี 1958 ทีมซันเดอร์แลนด์ตกชั้นไปเล่นลีกดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก
จนถึงปี 1987 ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ย่ำแย่ทำให้ตกลงไปเล่นในระดับดิวิชั้น 3 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ต่อมาภายใต้การทำทีมของ Dennis Smith ทำให้ซันเดอร์แลนด์มีผลงานที่ดีขึ้นและเป็นแชมป์ในปี 1988 และหลังจากนั้น 2 ปีสามารถทำผลงานได้ถึงรอบเพลย์ออฟ (playoff) แต่ต้องพ่ายให้กับสวินดอน หลังจากพ่ายแพ้ทำให้ยังคงต้องเล่นอยู่ในระดับดิวิชั้น 2 ในฤดูกาล 1991-1992 ทีมสามารถเข้าใกล้พื้นที่เพลย์ออฟแต่ทำไม่สำเร็จ ได้เพียงเข้าชิงเอฟเอคัพ และพ่ายให้กับลิเวอร์พูลในที่สุด
Dennis Smith ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมโดยมี Malcolm Crosby ทำหน้าที่แทน(เพียงหนึ่งปี) และ เทอร์รี่ บุทเชอร์ ก็เข้ามาเป็นผู้จัดการในระยะสั้น และได้เปลี่ยนเป็น Mick Buxton
ในปี 1995 ซันเดอร์แลนด์ก็ได้ใช้บริการผู้จัดการทีมคนใหม่ ปีเตอร์ รีด เพียงแค่ฤดูการแรก ปีเตอร์ รีด ก็สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ด้วยการพาทีมขึ้นสู่ระดับพรีเมียร์ลีก หลังจากต้องพยายามอยู่กว่า 5 ปี แต่เนื่องจากทำผลงานได้ไม่ดีนัก ทำให้ต้องกลับไปเล่นในระดับดิวิชั่น 1 เมื่อจบฤดูกาล และในปีเดียวกันนั้น ทีมซันเดอร์แลนด์ต้องย้ายจากสนาม Roker Park ที่เคยใช้งานมากว่า 99 ปี มายังสนามแห่งใหม่ ที่มีความจุมากที่สุดแห่งหนึ่งในรอบ 70 ปีของสนามกีฬาในอังกฤษ ด้วยจำนวนที่นั่งผู้ชม 42,000 คน และได้ขยายมาเป็น 49,000 คน
ซันเดอร์แลนด์กลับสู่ระดับพรีเมียร์ชิพอีกครั้งในปี 2000-2001 ด้วยฤดูกาลที่ไม่ยากเย็นนัก ปี 1998-1999 ทำคะแนนได้สูงถึง 105 คะแนน ในอีก 2 ปีต่อมา 2001-2002 ซันเดอร์แลนด์ทำผลงานได้ดีอยู่อันดับ 7 ในระดับพรีเมียร์ลีก แต่ทว่ายังพลาดโอกาสที่จะไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรป ในปีต่อมา 2002-2003 ผลงานกลับทำผลงานได้ย่ำแย่อีกครั้ง เมื่อชนะเพียง 4 เกม ยิงได้ 21 ประตู เก็บได้แค่ 19 คะแนนเท่านั้น เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ซันเดอร์แลนด์ ตกอยู่ในภาวะหนี้สินท้วมสโมสร มากกว่า 20 ล้านปอนด์ ทำให้จำเป็นต้องขายนักเตะที่ดีที่สุดไปเพื่อพยุงสถานการณ์ของสโมสร
ในฤดูกาล 2004-2005 ซันเดอร์แลนด์จบอย่างสวยหรู โดยการทำทีมของ มิค แมคคาร์ธธี โดยเป็นแชมป์ของลีก Coca-Cola Championship และได้กับมาเล่นในระดับพรีเมียร์ชิพอีกครั้ง (ครั้งที่ 3 ในรอบ 10 ปี) อย่างไรก็ตามหลังจากจบซีซัน 2005-2006 ซันเดอร์แลนด์เก็บได้เพียง 15 คะแนน เป็นประวัติการได้คะแนนน้อยที่สุดของสโมสร ทำให้ แมคคาร์ธธี ต้องออกจากการเป็นผู้จัดการทีมในช่วงกลางฤดูกาล โดยมีรักษาการผู้จัดการทีมคือ Kevin Ball

หลังจากนั้นความหวังของทีมซันเดอร์แลนด์ก็กลับมาอีกครั้งในปี 2006 ด้วยการเข้าซื้อกิจการของไนออล ควินน์ อดีตนักเตะของซันเดอร์แลนด์ ร่วมกับ Irish Drumaville Consortium ทำการซื้อหุ้นจากประธานสโมสรคนก่อน Bob Murray และการเข้ามาคุมทีมของรอย คีน อดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นอดีตทีมชาติไอร์แลนด์เหมือนประธานสโมสร

หลังจากการเข้ามาของประธานสโมสร และผู้จัดการทีมคนใหม่ ซันเดอร์แลนด์สร้างสถิติไม่แพ้ใคร 17 นัดติดต่อกันในฤดูกาล 2006-2007 ในช่วงต้นปี 2007 เก็บคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ ขยับจากตำแหน่งบ๊วยของตารางขึ้นมาเป็นจ่าฝูง และทำให้ซันเดอร์แลนด์เลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในฐานะ ทีมชนะเลิศ พร้อมกับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้(อันดับ 2) และทีมดาร์บีเคาน์ตี (เพลย์ออฟ)

ในนัดเปิดสนามฤดูกาล 2007-2008

ซันเดอร์แลนด์ชนะทอตแนมฮ็อตสเปอร์ ด้วยสกอร์ 1-0 โดยการทำประตูของ ไมเคิล โชปราในช่วงทดเวลาเจ็บ และนัดที่สองเสมอกับทีมน้องใหม่เหมือนกันคือ Birmingham City 2-2 โดย ไมเคิล โชปรา และ สเติร์น จอห์น ช่วยกันทำประตู
ในฤดูกาล2008/2009 ซันเดอร์แลนด์ เล่นนัดเปิดสนาม แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 หลังจากนั้นไม่กี่เดือน รอย คีน ก็ลาออกจากตำแหน่ง เพราะผลงานทีมย่ำแย่และเป็นริคกี้ สบราเกีย ผู้ช่วยเขาเข้ามาคุมทีมชั่วคราวแต่เพียงสองนัด ผลงานทีมดูดีขึ้นด้วยการถล่มเวสบรอมวิชและฮัลส์ ซิตี้ทำให้ได้คุมทีมถาวรพอหลังจากนั้นผลงานทีมก็แย่ลง
ทั้งที่มีนักเตะอย่าง ฌิบริล ซิสเซ่ อดีตหัวหอกลิเวอร์พูล เคนวิน โจนส์ หัวหอกดาวซัลโวปีที่แล้ว รวมถึง คีแรน ริชาร์ดสันด้วย จนเมื่อจบฤดูกาลด้วยอันดับ16 ริคกี้ สบารเกีย ก็ออกจากตำแหน่งโดยคนที่มาแทนที่คือ สตีฟ บรูซ และ ได้ดึงนักเตะอย่าง ดาร์เรน เบนท์,เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ หัวหอกดาวรุ่งจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึง เปาโล ดาซิลวา ปราการหลังทีมชาติอุรุกวัย การเสริมทัพนับว่าน่าสนใจและน่าจะทำให้ทีมมีอนาคตที่ดีขึ้น
ในช่วงต้นฤดูกาล ในเกมส์พบลิเวอร์พูลเกิดเหตุการ์ณ ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการเมื่อดาร์เรน เบนท์ กองหน้าซันเดอร์แลนด์ยิง ไปโดนลูกบอลชายหาดที่แฟนเชียร์ขว้าง ลงมาในสนามทำให้บอลเปลี่ยนทางเข้าประตูไปโดยเกมส์นี้ ซันเดอร์แลนด์ชนะไป1-0และยังสามารถเอาชนะอาร์เซนอลด้วยสกอร์ 1-0 ก่อนที่ช่วงท้ายฤดูกาลซันเดอร์แลนด์ฟอร์มตก จนหมดโอกาสที่จะลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป
ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ Cardiff City เจ้าของฉายา  พิราบสีน้ำเงิน

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ ทีมน้องใหม่หน้าเก่าของพรีเมียร์ลีก ภายใต้การนำของนักธุรกิจมาเลเซียอย่าง วินเซนต์ ตัน ว่าจะสามารถสร้างเซอร์ไพรส์สนั่นเกาะอังกฤษอย่างที่ เบิร์นลีย์ ทำไว้ในฤดูกาลที่แล้วด้วยการหักปากกาเซียนคว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลยุโรปได้รึเปล่า

ฉายา : พิราบสีน้ำเงิน
ตัวย่อ : CCFC
ก่อตั้ง : ปี 1899 (119 ปี)
สนาม : คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้สเตเดี้ยม
ความจุ : 33,280
เจ้าของทีม : วินเซนต์ ตัน
ประธานสโมสร : เมห์เม็ต ดัลแมน
ผู้จัดการทีม : นีล วอร์น็อค
ผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา : เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อันดับ 2
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ : http://stevesmith12.com/

บทวิเคราะห์

หากเทียบตัวผู้เล่นบนหน้ากระดาษ หรือหน้าจอ แน่นอน คาร์ดิฟฟ์ คือหนึ่งในตัวเต็งหล่นชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย หากแต่ฟุตบอลไม่ใช่คณิตศาสตร์ เชื่อว่าผู้บริหารอย่าง วินเซนต์ ตัน คงมองเห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะเป็นกุนแจนำสู่ชัยชนะมาให้ทีมได้นั่นคือ ทีมเวิร์ค และแทคติกอันรัดกุมเหนียวแน่นของ นีล วอร์น็อค ที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วกับการพาทีมขึ้นมาโลดแล่นบนลีกสูงสุด

สิ่งที่ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ชุดนี้ จะต้องตัดสินใจให้ดีคือ การเลือกโฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีเป้าหมายอย่างแน่ชัดว่า ต้องการพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้น หรือต้องการสร้างเซอร์ไพรส์ในฟุตบอลถ้วย หากความลังเลนี้ยังมี เห็นทีทัพ “พิราบสีน้ำเงิน” ก็อาจจะต้องจั่วลมในทุกๆ เป้าหมาย

แม้ นีล เอเธอริดจ์ จะได้รับการยกย่องอย่างสูงว่าเป็นนายทวารเบอร์หนึ่งของอาเซียน, อาร่อน กุนนาร์สสัน, นาธาเนี่ยล เมนเดซ, คัลลั่ม พาเธอร์สัน, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ หรือ ฌอน มอร์ริสัน จะถูกมองว่าเป็นแข้งระดับต้นๆ ของ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ในซีซั่นที่ผ่านมา แต่ขึ้นชื่อว่าการต่อสู้บนเวทีพรีเมียร์ลีกย่อมไม่มีอะไรที่ง่ายอย่างแน่นอน บางที นีล วอร์น็อค อาจจะต้องชั่งใจดูว่าจะเลือกใช้จุดเด่นจากฤดูกาลที่แล้วอย่าง เกมรับ เข้าสู้กับเหล่าแนวรุกระดับพระกาฬของทีมอื่นๆ หรือจะยอมเปิดเกมแลกเข้าสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันไปเลยหรือไม่ นั่นคือความเสี่ยงที่ วอร์น็อค และคาร์ดิฟฟ์ เอฟซี ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากการเสี่ยงครั้งนี้ได้ผล คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ก็มีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งฤดูกาล แต่ถ้าไม่ได้ผล เห็นที “พิราบสีน้ำเงิน” ตัวนี้ก็คงต้องกลับคืนรังเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อย่างที่สื่ออังกฤษคาดการณ์ไว้

รายชื่อนักเตะ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ประจำฤดูกาล 2018/2019

ผู้รักษาประตู : นีล เอเธอริดจ์, ไบรอัน เมอร์ฟี่, คริส คาน็อปก้า

กองหลัง : ลี เพลเธียร์, โจ เบนเน็ตต์, ฌอน มอร์ริสัน, บรูโน่ มังก้า, แจ๊ซซ์ ริชาร์ดส์, โซล บัมบ้า, แมทธิว คอนนอลลี่, คัลลั่ม พาเธอร์สัน, คาเมร่อน ค็อกซ์

กองกลาง : ลี ทอมลิน, โจ รอลล์ส, คาดีม แฮร์ริส, แอนโธนี่ พิลคิงตัน, อาร่อน กุนนาร์สสัน, นาธาเนี่ยล เมนเดซ, โลอิก ดามูร์, สจ๊วตจ์ โอคีเฟ่, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์

กองหน้า : แดนนี่ วอร์ด, เคนเน็ธ โซโฮเร่, อิบราฮิม เมอิเต้, รีส์ ฮีลีย์, แกร์รี่ เมดีน

สถิติสโมสร (นักเตะ)

ลงเล่นมากที่สุด (ทุกรายการ) : บิลลี่ ฮาร์ดี้ , 558 นัด
ยิงประตูมากที่สุด (ทุกรายการ) : เลน เดวิส, 179 ประตู
ทำประตูรวมสูงสุดในหนึ่งฤดูกาล (ทุกรายการ) : โรเบิร์ต เอิร์นชอว์, 35 ประตู 2002/2003
อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงสนาม : อาร่อน แรมซีย์, 16 ปี 126 วัน vs ฮัลล์ ซิตี้ (28 เมษายน 2007)
อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ลงสนาม : จอร์จ ลาธั่ม, 41 ปี 1 วัน vs แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส (2 มกราคม 1922)
ค่าตัวแพงสุด (ซื้อ) : แกรี่ เมเดล จาก เซบีย่า 11 ล้านปอนด์ (10 สิงหาคม 2013)
ค่าตัวแพงสุด (ขาย) : แกรี่ เมเดล ไป อินเตอร์ มิลาน 10 ล้านปอนด์ (9 สิงหาคม 2014)

ทำเนียบแชมป์

เอฟเอ คัพ : 1 สมัย
แชริตี้ ชิลด์ / คอมมิวนิตี้ ชิลด์ : 1 สมัย

รู้จัดเฮดโค้ช : นีล วอร์น็อค

327 นัด กับเวลาหนึ่งรอบนักษัตริย์ แม้ วอร์น็อค จะไม่เคยบรรเลงเพลงแข้งให้ทีมชั้นนำอย่างกุนซือรายอื่นใน พรีเมียร์ลีก แต่หากพูดชื่อ นีล วอร์น็อค ขึ้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าคอลูกหนังทั้งรุ่นเล็ก และรุ่นใหญ่ล้วนต้องคุ้นๆ ชื่อเขาคนนี้ขึ้นมาบ้าง…

หากตั้งคำถามว่าทำไมแฟนบอลจำนวนมากถึงคุ้นหน้าคุ้นตากุนซือรายนี้ ก็เพราะ เขานี่แหละที่เป็นผู้พาสโมสรเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดแห่งแดนผู้ดีได้ถึง 4 ทีม เป็นคนแรกในเกาะอังกฤษ ไล่มาตั้งแต่ น็อตต์ส เคาน์ตี้ 1990/1991, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2005/06, ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส 2010/11 และ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้เป็นทีมล่าสุดในฤดูกาล 2017/18

ทว่าการคุมทีมในศึกพรีเมียร์ลีก มันอาจไม่ง่ายดั่งลีกพระรอง แต่เชื่อเหลือเกินว่าการที่ “พิราบสีน้ำเงิน” ตัวนี้ไม่ได้สูญเสียนักเตะคนสำคัญที่เป็นหัวใจ สมอง แขน ขา หรือ ปีก ของทีมออกไปอย่าง อาร่อน กุนนาร์สสัน, จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ หรือแม้กระทั่งกับ นีล เอเธอริดจ์ ว่าที่นายทวารตัวแทนชาวอาเซียนที่เตรียมสวมถุงมือลงเล่นฟุตบอลในลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษเป็นคนแรก จะทำให้พวกเขาปีกกล้าขาแข็งพร้อมฟาดฟันกับทุกทีมในพรีเมียร์ลีกได้แน่

ทีมที่ไม่ได้มีสตาร์เด่นๆ หลายทีมในพรีเมียร์ลีกมักถูกมองข้ามเสมอ แต่อย่าลืมว่า ฌอน ไดซ์ ยังนำ เบิร์นลี่ย์ จบอันดับ 7 ในลีกซีซั่นที่ผ่านมาจนคว้าตั๋วฟุตบอลยุโรปใบสุดท้ายได้สำเร็จ แล้วนับประสาอะไรกับ คาร์ดิฟฟ์ซิตี้ที่พวกเขาจะทำบ้างไม่ได้…

สตาร์เด่น : อาร่อน กุนนาร์สสัน

เริ่มสร้างชื่ออย่างจริงๆ จังๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้วกับทีมชาติไอซ์แลนด์ชุดประวัติศาสตร์ หลังเขี่ย อังกฤษ อกหักตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย และพาทีมไปได้ไกลถึงรอบควอเตอร์ไฟน่อล ในศึกยูโร 2016 แต่เชื่อเหลือเกินว่ายังมีใครหลายๆ คนยังไม่รู้ว่า กุนนาร์สสัน คลุกคลีอยู่กับฟุตบอลแดนผู้ดีมาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว

มิดฟิลด์พันธุ์แกร่งรายนี้เริ่มปรากฏกายกับ โคเวนทรี ซิตี้ ในลีกพระรองตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเจ้าตัวรับใช้ทีมจนหมดสัญญา กระทั่งย้ายมาร่วมทัพ “พิราบสีน้ำเงิน” ในฤดูกาล 2011 และหลังจากนั้นเพียงฤดูกาลเดียว “ไอ้หนุ่มเครางาม” คนนี้นี่แหละ ที่สวมบทนักเตะคีย์แมนคนสำคัญที่ทำให้ทีมเถลิงคว้าแชมป์ลีกรองของเกาะอังกฤษจนขึ้นมาวาดฝีเท้าบนเวทีพรีเมียร์ลีกได้ในที่สุดด้วยการยิงถึง 8 ประตู ซึ่งนับว่ามากที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขาตั้งแต่ปี 2005 ยันปัจจุบันอีกด้วย

การซื้อใจ กุนนาร์สสัน ด้วยการต่อสัญญาของ วอร์น็อค ออกไปอีกหนึ่งปี คงเป็นเชื้อเติมไฟชั้นดีจนอาจทำให้เจ้าตัวเนรมิตประตูได้มากกว่า 8 ตุง ในฤดูกาลนี้ก็มีสิทธิเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์ Burnley เจ้าของฉายา  The Clarets

เบิร์นลีย์เบิร์นลีย์ เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยเบิร์นลีย์นั้นเคยคว้าแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) มาแล้ว 2 ครั้ง ในฤดูกาล 1920-21 และ 1959-60 และเคยคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี ค.ศ. 1914

ชื่อเต็ม : Burnley Football Club
ฉายา : The Clarets
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1882
สนาม : Turf Moor( ความจุ 22,546 คน )
ที่ตั้ง : เมืองเบิร์นลีย์
ประธานสโมสร : Barry Kilby
ผู้จัดการทีม : ไบรอัน ลอร์

บทวิเคราะห์

เบิร์นลี่ย์ เป็นทีมที่มักจะมีปัญหาเวลาขึ้นเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก และเป็นตัวเต็งหนีตกชั้นในทุกฤดูกาล ตรงกันข้ามกับปีที่ผ่านมา ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนสามารถจบได้เป็นอันดับ 7

การเซ็นสัญญากับ โจ ฮาร์ท อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ เป็นเพราะ เดอะ คลาเร็ตส์ ต้องการให้เขามาเป็นอะไหล่ให้กับทีมในยามที่ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูมือหนึ่งไม่ได้ลงสนามหรือบาดเจ็บ ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมทัพชั้นดีเลยทีเดียว

นายใหญ่อย่าง ฌอน ไดซ์ แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทีมอะไรมากมาย แต่ถ้ามองในแง่ดีคือ บรรดานักเตะชุดเดิมจะมีความเข้าใจกันอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับตัว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของ เบิร์นลี่ย์ ต้องมารอลุ้นกันว่า พวกเขาจะสามารถทำผลงานได้อย่างฤดูกาลที่ผ่านมาหรือไม่

รายชื่อนักเตะ เบิร์นลี่ย์ ประจำฤดูกาล 2018/2019

ผู้รักษาประตู : โจ ฮาร์ท, นิค โป๊ป, ทอม ฮีตัน, อันเดอร์ส ลินเดการ์ด, อดัม เล็กซ์ดินส์

กองหลัง : สตีเฟ่น วอร์ด, ชาร์ลี เทย์เลอร์, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, เบน มี, เควิน ลอง, แม็ททิว โลว์ตัน, ฟิล บาร์ดสลี่ย์, เควิน ลอง, เบน กิ๊บสัน

กองกลาง : แจ็ค คอร์ก, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, ร็อบบี้ เบรดี้, ไอเดน โอนีลล์, เจฟฟ์ เฮนดริก, สตีเฟ่น เดอฟูร์, โยฮันน์ เบิร์ก กุ๊ดมนด์สสัน, อารอน เลนน่อน

กองหน้า : นาห์กี้ เวลส์, โจนาธาน วอลเตอร์ส, แอชลี่ย์ บาร์น, คริส วูด, นาห์กี เวลล์ส, แซม โวคส์, มาเตจ วีดร้า

สถิติสโมสร (นักเตะ)

ลงเล่นมากที่สุด (ทุกรายการ) : เจอร์รี่ ดอว์สัน, 569 นัด
อายุน้อยที่ลงสนาม (พรีเมียร์ลีก) : ทอมมี่ ลอว์ตัน, 16 ปี 163 วัน (28 มีนาคม 1936 พบ ดอนคาสเตอร์)
อายุมากที่ลงสนาม (พรีเมียร์ลีก) : เจอร์รี่ ดอว์สัน, 40 ปี 282 วัน (25 ธันวาคม 1928)
ยิงประตูมากที่สุด (ทุกรายการ) : จอร์จ บีล, 188 ประตู
ค่าตัวแพงสุด (ซื้อ) : เบน กิ๊บสัน, จาก มิดเดิ้ลสโบรช์ และคริส วูด จากลีดส์ ยูไนเต็ด ราคา 15 ล้านปอนด์
ค่าตัวแพงสุด (ขาย) : ไมเคิ่ล คีน ไป เอฟเวอร์ตัน  25 ล้านปอนด์

ทำเนียบแชมป์
ดิวิชั่น 1 (เดิม) : 2 สมัย
เอฟเอ คัพ : 1 สมัย

เบิร์นลีย์ รู้จักเฮดโค้ช ฌอน ไดซ์

คงไม่ต้องเท้าความอะไรกันมากมาย สำหรับกุนซือชาวอังกฤษรายนี้ หลังจากที่อยู่กับทีมมานานถึง 6 ปีเต็ม ล่าสุดเพิ่งขยายสัญญาออกไปจนถึงปี 2022 และหากเขาสามารถคุมทีมจนครบตามสัญญา ก็จะเป็นเวลา 10 ปีพอดิบพอดี

เรียกได้ว่ารู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดีสำหรับ ณอน ไดซ์ และสโมสร เบิร์นลี่ย์ การได้คุมทีมมาอย่างยาวนาน ทำให้เขามีเวลาในสร้างและปรับปรุงทีม เขาถือเป็นโค้ชฝีมือดีคนหนึ่ง ที่ทุกทีมบนเกาะอังกฤษกำลังจับตามองเขาอยู่ในตอนนี้ หลังสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงพา เดอะ คลาเร็ตส์ จบอันดับ 7 คว้าโควต้าลุยศึกยูโร ป้า ได้สำเร็จ

ฌอน ไดซ์ พาทีมลงสนาม 38 นัด ในฤดูกาลที่ผ่านมา ชนะ14 แพ้ 12 เสมอ 12 โดยปัญหาก่อนหน้าของทีมคือเกมเยือน ที่ไม่สามารถยันเห็ยแต้มมาได้มากนัก แต่ดูเหมือนว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา ไดซ์ จะแก้ปัญหานี้ ด้วยการเก็บแต้มได้ถึง 28 นัด ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่า กุนซือวัย 47 ปีรายนี้ จะพา เบิร์นลี่ย์ โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่ฤดูกาลได้หรือไม่

สตาร์เด่น : นิค โป๊ป

นี่คือหนึ่งกำลังสำคัญที่ทำให้เบิร์นลี่ย์ ผงาดขึ้นมารั้งอันดับ 7 ในตารางพรีเมียร์ลีก เขาโชว์ฟอร์มเด่นจนสามารถติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ไปลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียได้สำเร็จ

หากวัดจากสถิติ นิค โป๊ป ถือว่าเป็นนายทวารที่เสียประตูเยอะพอสมควร แต่หากดูจากฟอร์มการเล่นในสนามแล้ว ถือว่าเด่นเอามากๆ ด้วยความสูงและปฏิกิริยาการพุ่งไปเซฟของตัวเขา สามารถช่วยยกระดับเกมรับของทีมได้เป็นอย่างดี

นิคโป๊ป ในวัย 26 ปี ยังคงต้องพัฒนาตัวเองไปให้ไกลกว่าเดิม หากเขาต้องการที่จะเบียดแย่งตำนาน โกลมือ 1 ในทีมชาติอังกฤษ และถ้าสามารถช่วยให้ เบิร์นลี่ย์ เข้าถึงรอบลึกๆ ฟุตบอล ยูโรป้า ลีก ในฤดูกาลนี้ อาจจะทำให้เขาได้กลายเป็นประตูเบอร์ 1 ได้แบบไม่อยากเย็นนัก และในอนาคตเขาอาจจะได้ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้แน่นอน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสร ฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888(พ.ศ. 2431) ทีมเบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้น

ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปี จนถึงในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ชอน ไดช์

ชอน มาร์ก ไดช์ เกิดวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1971) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 ช่วงสมัยที่เขายังเล่นฟุตบอลอาชีพ เขาลงเล่นในตำแหน่งกองหลัง และลงเล่นนัดแรกในปี ค.ศ. 1990 กับเชสเตอร์ฟิลด์ ซึ่งเขาเป็นกัปตัน และเขาได้ทำประตูในการแข่งขันเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศ ต่อจากนั้น เขาได้ลงเล่นให้กับบริสตอลซิตี, ลูตันทาวน์, มิลล์วอลล์, วอตฟอร์ด และนอร์แทมป์ตันทาวน์ ในบรรดา 6 ทีมที่เขาลงเล่น เขาพาทีมเลื่อนชั้นได้ถึง 4 ทีม ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 เขาได้เกษียณและมาจัดการทีมวอตฟอร์ด ช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2011 ถึง กรกฎาคม ค.ศ. 2012

ในช่วงที่เขาเป็นผู้จัดการทีมเบิร์นลีย์ เขาพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกภายใน 3 ฤดูกาล เเละยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่องใน ฤดูการ 2017-2018

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ความจุ 22,546 คน

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์

ทอตนัมฮอตสเปอร์ Tottenham Hotspur ไก่เดือยทอง 

ทอตนัมฮอตสเปอร์ทอตนัมฮอตสเปอร์ อังกฤษ: Tottenham Hotspur F.C. เป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษซึ่งอยู่ในพรีเมียร์ลีกรู้จักในนามสั้น ๆ ว่า “สเปอส์” (Spurs) และแฟนคลับของสโมสรเรียกว่า “ยิดอาร์มี” (Yid Army) อันหมายถึง ชาวยิว อันเนื่องจากแฟนคลับแต่ดั้งเดิมของสโมสรเป็นชาวยิวที่ตั้งรกรากในกรุงลอนดอนตอนเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งสโมสร เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่มีความยิ่งใหญ่และตำนานอันยาวนาน ในเกาะอังกฤษ เป็นคู่ปรับร่วมกรุงลอนดอน กับ สิงโตน้ำเงินครามเชลซี และ ปืนใหญ่อาร์เซนอล เคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดถึง 2 สมัย

สเปอส์ถือเป็นสโมสรระดับหัวแถวของลีกโดยในยุคของมาร์ติน โยล สเปอร์มีโอกาสที่จะเข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกแต่ก็ทำได้เพียงอันดับ 5 มาเกือบตลอด และในปี 2007 ได้มีการปลดมาร์ติน โยลออกจากตำแหน่งเนื่องจากออกสตาร์ทฤดูกาลได้ย่ำแย่ทั้งที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลรวมถึงการซื้อดาร์เรน เบนท์มาด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ซึ่งทำลายสถิติสโมสรหลังจากนั้นได้แต่งตั้งฆวนเต้ รามอส อดีตผู้จัดการทีมเซบีย่าและในฤดูกาลนั้น สเปอส์สามารถชนะเชลซี 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัปซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ในรอบ 9 ปี

ชื่อเต็ม : Tottenham Hotspur Football Club
ฉายา : Spurs ( ไก่เดือยทอง )
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1882
สนาม : ไวท์ ฮาร์ท เลน ( ความจุ 36,260 คน )
ที่ตั้ง : กรุงลอนดอน
ประธานสโมสร : ดาเนียล เลวี่
ผู้จัดการทีม : แฮร์รี่ เร้ดแนปป์

แฮร์รี เรดแนปป์

เรดแนปป์ นำสเปอร์ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ในปี ค.ศ. 2011 นับตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62ภายใต้การคุมทีมของแฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือชาวอังกฤษ โดยการย้ายการคุมทีมมาจากพอร์ตสมัท แฮร์รี เรดแนปป์ ได้ดึงลูกทีมเก่าจากพอร์ตสมัทมาหลายคน อาทิ ปีเตอร์ เคร้าช์, นิโก ครานชาร์, เจอร์เมน เดโฟ, ยูเนส คาบูล โดย 2 รายหลังนั้นเป็นการกลับมาทีมเก่า และยังดึงมิดฟิลด์พันธุ์ดุจากฮอนดูรัสอย่าง วิลสัน ปาลาซิออส มาจาก วีแกน แอธแลนติก เพื่อนร่วมลีก พรีเมียร์ลีก รวมทั้ง ยืมตัว ไอเดอร์ กุดจอห์นเซนกองหน้าจาก โมนาโก

ผลงานล่าสุดในฤดูกาล 2011-12 จากการซื้อนักเตะที่มีประสิทธิภาพและความสามารถของแฮร์รี เรดแนปป์ ได้นำพาทีมสเปอส์คว้าพรีเมียร์ลีก อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งที่สองในการนำทีมสเปอร์จบอันดับ 4 ซึ่งจะมีโอกาสไปเล่นใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มากขึ้น

แต่แล้วการตัดสินใจในการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของเรดแนปป์ก็ไม่เข้าที่เข้าทางสักที แฮร์รี เรดแนปป์ จึงได้ลาออกจากสโมสร และต่อมาไม่ถึง 2 เดือน ทางคณะบอร์ดบริหารได้แต่งตั้งอังเดร วิลลัช-โบอัช ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส เป็นผู้จัดการทีม

ประวัติของสโมสร ทอตนัมฮอตสเปอร์

ยุคก่อตั้งสโมสร (1882-1898)

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ได้มีการก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1892 โดยใช้ชื่อ ฮอตสเปอร์ เอฟซี มีสนามประจำสโมสรคือ ทอตนัม มาร์เชส แต่แล้วในปี ค.ศ. 1897 สนาม ทอตนัม มาร์เชส ได้ถูกระงับการใช้งานอย่างถาวรเนื่องจากเกิดปัญหาสงครามโลกขึ้นในขณะนั้น โดย ฮอตสเปอร์ เอฟซี ได้เช่าบริเวณย่านชานเมือง นอททัมเบอร์แลนด์และขอเช่าสนาม นอททัมเบอร์แลนด์ พาร์ค เป็นเวลา 8 ปีก่อนที่จะย้ายไปยังสนาม ไวท์ ฮาร์ท เลน

สนามประจำสโมสรในปัจจุบันนี้นั้นเอง โดยสโมสรแห่งนี้เล่นในลีกทางใต้ของประเทศอังกฤษซึ่งได้แชมป์ของลีกทางใต้ 1 สมัยในปี ค.ศ. 1900 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1908 ฮอตสเปอร์ เอฟซี ได้ย้ายไปเล่นใน ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ของประเทศอังกฤษ โดยก่อนหน้านั้นสเปอร์ได้แชมป์ เอฟเอคัพ ถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในการแข่งฟุตบอลใน ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแล้ว ฝีเท้าของนักเตะสเปอร์ส ในขณะนั้นไม่เบาเลยทีเดียว

เนื่องจากสามารถผ่านทีมใหญ่ๆ ในลีกดิวิชั่น 1 ไปได้และได้แชมป์ แล้วในปี ค.ศ. 1908 สเปอร์ก็ได้รองแชมป์ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ซึ่งนักฟุตบอลชื่อดังของสเปอร์ในสมัยนั้นคือ อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีมของสเปอร์ในขณะนั้นเองและยุคก่อตั้งเริ่มแรกของสโมสรก็ได้สิ้นสุดลงในปี 1948

ยุคทองแห่งความสำเร็จ (1949-1981)

อาเทอร์ กริมส์เดล กัปตันทีมของสเปอร์ในปี ค.ศ. 1921 แล้วหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1949 ฮอตสเปอร์ เอฟซี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ทอตนัมฮอตสเปอร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และชื่อประจำเมืองในถิ่น ไวต์ฮาร์ตเลน โดยในช่วงนั้นมีผู้จัดการทีมชื่อ อาเทอร์ โรเวย์

ผู้จัดการทีมชาว อังกฤษ นำทีมสเปอร์ขึ้นมาเล่นใน ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ของ ประเทศอังกฤษ ได้สำเร็จ โดยในช่วงเดียวกันนั้นสเปอร์ได้แชมป์ลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1950-51 และ หลังจากนั้นในฤดูกาล 1960-61 ในยุคของ บิล นิโคลสัน ตำนานของ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ได้กลับเข้ามาคุมทีมอีกครั้ง หลังจากยกเลิกการเล่นฟุตบอลไปแล้ว

โดยเขาได้นำทีมสเปอร์เป็นรองแชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 2 ครั้ง, แชมป์ เอฟเอคัพ 3 สมัย, ฟุตบอลลีกคัพ 1 สมัย, เอฟเอคอมมูนิตีชีลด์ 3 สมัย และ ในระดับบอลถ้วยยุโรปเขาก็นำทีมสเปอร์ เป็นแชมป์ ยูฟ่าคัพ(ยูโรป้า ลีก ในปัจจุบัน) 1 สมัย และ แชมป์ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ซึ่งในช่วงยุคนั้นเป็นยุคที่สเปอร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

หลังจากยุคของ นิโคลสัน แล้วนั้น สเปอร์ก็ยังเล่นได้อยู่ในระดับที่มีความสามารถพอดี โดยสามารถสู้กับทีมใหญ่ๆได้ โดยในช่วงปี ค.ศ. 1981 และ ค.ศ. 1982 สเปอร์เป็นแชมป์ เอฟเอคัพ 2 สมัยติดกันในช่วงยุคของ คีธ เบอร์คินชอว์และเขายังนำสเปอร์ได้แชมป์ ยูฟ่าคัพ ซึ่งเป็นแชมป์ 2 สมัย ของสโมสร

ยุคแห่งความมั่นคงของสโมสร (1982-ปัจุจบัน)

หลังจากยุคปี 2000 สเปอร์ก็ยังเล่นในลีก พรีเมียร์ลีก (ดิวิชั่น 1 เดิม) ได้อย่างมั่นคง และส่วนใหญ่มักจะอยู่ในอันดับต้นๆของตาราง ซึ่งส่วนมากจะจบในอันดับที่ 5 เป็นส่วนใหญ่ โดยมีผู้จัดการทีมหลายคนในช่วงนั้น ซึ่งมี เกล็น ฮอดเดิล, ฌัก ซ็องตีนี, มาร์ติน โยล, ฆวนเด รามอส และ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของ

แฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือของชาว อังกฤษ โดย ในปี ค.ศ. 2008 ในยุคของ ฆวนเด รามอส สเปอร์ได้แชมป์ ฟุตบอลลีกคัพ ด้วยการชนะ สโมสรฟุตบอลเชลซี ไป 2-1 หลังต่อเวลาพิเศษ และ จบอันดับที่ 5 ได้ไปเล่น ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ต่อมา ฤดูกาล 2008-09 เมื่อสโมสรได้ซื้อ กองหน้า ตัวเก่งชาว อังกฤษ อย่าง เจอร์เมน เดโฟ จากพอร์ทสมัท และ ร็อบบี คีน จากลิเวอร์พูลมาเสริมความแกร่งของแนวรุกมากขึ้น

ซึ่งนัดแรกสเปอร์บุกไปแพ้ มิดเดิลสโบรไป 2-1 และ 7 นัดต่อมา ก็มาชนะครั้งแรกได้ในบ้านของตน ด้วยการอัดโบลตันไป 2-0 และต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2008 สเปอร์ได้ปลด ฆวนเต รามอส ออกจากผู้จัดการทีม และ แต่งตัง แฮร์รี เรดแนปป์ เป็นผู้จัดการทืมไปจนจบฤดูกาล ซึ่งเรดแนปป์นำทีมสเปอร์ไปสู่รอบรองชิงชนะเลิศ ฟุตบอลลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ แต่ก็ต้องพ่ายจุดโทษไป 4-1 (หลังเสมอ 0-0) และจบอันดับ 8

เมื่อขึ้นฤดูกาลใหม่ 2009-10 เรดแนปป์ได้เสริมนักเตะใหม่โดยการถึง ปีเตอร์ เคราช์ จากพอร์ทสมัท กับ ไคล์ วอล์กเกอร์ จากเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด มาเสริมความแกร่งและการรุกของสโมสรให้คมมากขึ้น เพื่อทดแทนการเสีย ดาเรน เบนท์ อดีตดาวซัลโวของสโมสรเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งนัดแรกเปิดบ้านเฉือนชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 และจบอันดับที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สเปอร์จบในอันดับทีได้ไปเล่นถ้วย ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ ฤดูกาล 1961-62

ในฤดูกาล 2010-11 สเปอร์ได้ซื้อ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท กองกลางจากเรอัลมาดริด และ ซานดรู ราเนียเรมิดฟิลด์แนวรุกชาวบราซิล มาเสริมทัพ โดยคราวนี้สเปอร์ได้ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งในรอบเพลย์ออฟชนะ บีเอสซี ยอง บอยส์ ไป 6-3 (รวม 2 นัด) และทะลุเขาไปในรอบแบ่งกลุ่มโดยได้อยู่สายเดียวกับ อินเตอร์ มิลาน, ทเวนเต และ แวร์เดอร์ เบรเมน

ซึ่งสเปอร์และอินเตอร์มิลาน ได้เป็นแชมป์และรองแชมป์กลุ่มตามลำดับ และต่อมาในรอบ 16 ทีม ได้ชนะ เอซี มิลาน ไป 1-0, รอบ 8 ทีมสุดท้ายแพ้ เรอัล มาดริด ไป 4-1 จึงตกรอบไป และต่อมาใน พรีเมียร์ลีก นัดแรกสเปอร์เเละได้เสมอแมนเชสเตอร์ซิตี ไป 0-0 และนัดถัดมาบุกไปเฉือนชนะสโตกซิตี ได้ 2-1 โดยดาวซัลโวของสโมสรในฤดูกาลนี้คือ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ที่ทำประตูได้ 15 ประตู และนำทีมจบในอับดับที่ 5 ไปเล่น ยูโรปาลีก

ผลงานล่าสุดในฤดูกาล 2011-12 จากการซื้อนักเตะที่มีประสิทธิภาพและความสามารถของแฮร์รี เรดแนปป์ ได้นำพาทีมสเปอส์คว้าพรีเมียร์ลีก อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งที่สองในการนำทีมสเปอร์จบอันดับ 4 ซึ่งจะมีโอกาสไปเล่นใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก มากขึ้น

แต่แล้วการตัดสินใจในการเซ็นสัญญาฉบับใหม่ของเรดแนปป์ก็ไม่เข้าที่เข้าทางสักที แฮร์รี เรดแนปป์ จึงได้ลาออกจากสโมสร และต่อมาไม่ถึง 2 เดือน ทางคณะบอร์ดบริหารได้แต่งตั้ง อังเดร วิลลัช-โบอัช ผู้จัดการทีมชาว โปรตุเกส ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม

สโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ในฤดูกาล 2017–18

เมารีซีโอ โรเบร์โต โปเชตีโน ปัจจุบันการแข่งขัน ฤดูกาล 2017–18 จะเป็นฤดูกาลที่ 26 ของ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ในฟุตบอล พรีเมียร์ลีก และเป็นฤดูกาลที่ 40ที่ยังคงโลดแล่นอย่างต่อเนื่องอยู่บนลีกสูงสุดของระบบฟุตบอลอังกฤษ. สโมสรจะเข้าร่วมการแข่งขันใน แชมเปียนส์ลีก, เอฟเอคัพ, อีเอฟแอลคัพ. ภายหลังจากการรื้อถอนของ ไวต์ฮาร์ตเลน, สเปอร์สจะต้องลงเล่นแมตช์เหย้าทั้งหมดที่ สนามกีฬาเวมบลีย์ระหว่างฤดูกาล

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

แมนเชสเตอร์ซิตี

แมนเชสเตอร์ซิตี Manchester City เรือใบสีฟ้า 

แมนเชสเตอร์ซิตีแมนเชสเตอร์ซิตี Manchester City เป็นสโมสรฟุตบอล ที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2423 ในชื่อเซนต์มาร์ก (เวสต์กอร์ดอน) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลสมาพันธ์อาร์วิก ในปี พ.ศ. 2430 และชื่อล่าสุดคือ แมนเชสเตอร์ซิตี ในปี พ.ศ. 2437 โดยใช้สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ใช้สนามเมนโรด เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 เป็นสโมสรที่ได้รับความสำเร็จตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1960 จนถึงช่วงต้นยุค 1970 ซึ่งชนะเลิศลีกแชมเปียนชิพ, เอฟเอคัพ, ลีกคัพ และยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ภายใต้การคุมทีมสโมสรของโจ เมอร์เซอร์ และมัลคอล์ม อัลลิสัน

ชื่อเต็ม : Manchester City Football Club
ฉายา : City or The Blues ( เรือใบสีฟ้า )
ก่อตั้ง ค.ศ. 1894
สนาม : เดอะซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม ( ความจุ 47,726 คน )
ที่ตั้ง : เมืองแมนเชสเตอร์
เจ้าของสโมสร : ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน
ประธานสโมสร : คัลดูน อัล มูบารัค
ผู้จัดการทีม : โรแบร์โต้ มันชินี่

ประวัติในอดีตของสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี

สโมสรฟุต บอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ในชื่อทีม “เซนค์มารก(เวสต์กอร์ตัน) ” โดยมี แอนนา คอนเนลล์ และ ผู้ดูแลโบสถ์ เซนต์ มาร์กส์ อีก 2 คน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแต่เดิม ทีมนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลกอร์ตัน ทางตะวันออก ของเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สนามใหม่ ในย่านไฮด์ โรด ของเมืองอาร์ดวิก ใกล้กับแมนเชสเตอร์ และได้เปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น “อาร์ดวิกเอเอฟซี” ตามสถานที่ตั้ง จากนั้น อาร์ดวิก ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอังกฤษ ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง ในระดับดิวิชั่น 2 เมื่อปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)กระทั่งถึง ฤดูกาล 2436 – 2437 (ค.ศ. 1893 – 1894) ทีมมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนต้องมีการรื้อระบบการบริหารทีมครั้งใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเป็น “แมนเชสเตอร์ซิตี้ฟุตบอลคลับ” จนถึงปัจจุบันทีมได้เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 ของอังกฤษ เป็นแชมป์แรก เมื่อปี พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ทำให้พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ใน ดิวิชั่น 1 ลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในเวลานั้น) ก่อนจะมาได้แชมป์เอฟเอคัพ หลังเฉือนชนะ โบลตัน 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)

กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ได้ย้ายสนามเหย้าอีกครั้ง ไปที่ “เอติฮัดสเตเดียม” ซึ่งเป็นสนามปัจจุบัน ที่มีความทันสมัย มีความจุถึง 48,000 ที่นั่ง โดยเช่าจากสภาเมืองแมนเชสเตอร์เป็นเวลาถึง 250 ปี และใช้เงินอีกราว 35 ล้านปอนด์ ในการปรับปรุงสนาม หลังจากใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)

การย้ายมาใช้สนามเหย้าแห่งใหม่ ทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากเป็นพิเศษ และติดตามเชียร์อย่างเหนียวแน่นมาตลอด แม้ทีมจะตกลงไปสู่ดิวิชันต่ำๆ ในหลายครั้งก็ตาม ปัจจุบัน ทีมมียอดผู้ชมในนัดเหย้า เฉลี่ยกว่า 39,000 คน ต่อนัด และคาดว่าจะมีชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 400,000 คน และคนทั่วโลก อีกกว่า 2 ล้านคน ที่เป็นแฟนบอลของทีม

สนามฟุตบอลเอติฮัด สนามเหย้าของสโมสร

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีม กว่า 1 ศตวรรษ มีเกียรติยศที่บันทึกไว้ คือ เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และ พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย แชมป์ฟุตบอลลีกคัพ 2 สมัย และ เป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย

ในยุคที่นับว่ารุ่งเรืองที่สุด คือ ช่วงปลายปี พ.ศ. 2500เรื่อยมา เนื่องจากทีมชุดนี้ สามารถขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้หลายรายการ โดยมี โจ เมอร์เซอร์ เป็นผู้จัดการทีม และ มัลคอล์ม อัลลิสสัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม รวมถึง มียอดนักเตะชื่อดังมากมาย อาทิ โคลิน เบลล์

แต่หลังจากเป็นแชมป์ลีกคัพ ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) พวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นถึงตำแหน่งแชมป์ ในรายการสำคัญอีกเลย และยังมีผลงานไม่ค่อยดีนักมาตลอด โดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2530 พวกเขาต้องตกชั้น 2 ครั้ง ในรอบ 3 ปี จนลงไปอยู่ใน ดิวิชัน 3 เดิม อยู่ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมก็สามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด และยังคงรักษาตัวไว้ได้อย่างมั่นคง แม้ผลงานของทีม มักอยู่ในช่วงกลางตาราง ค่อนไปทางท้ายก็ตาม โดยจบ ฤดูกาล 2006-2007 ในอันดับที่ 14 ของพรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาล 2011-2012 แมนเชสเตอร์ซิตี มีผลงานดีมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา โดยขึ้นเป็นที่ 1 ของตารางคะแนน และยึดอันดับนี้มาตลอด และมีบางช่วงที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองขึ้นแซงไปเป็นที่ 1 บ้าง จนกระทั่งมาจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการแข่งขัน ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากัน คือ 86 คะแนน

แต่ผลต่างของประตูได้เสียของแมนเชสเตอร์ซิตีดีกว่าถึง 8 ลูก โดยแมนเชสเตอร์ซิตีจะต้องพบกับ ควีนปาร์คแรนเจอส์ ที่เอติฮัดสเตเดียม สนามของตนเอง ขณะที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายออกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ต้องการชัยชนะทั้งคู่ หากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชนะ แล้วแมนเชสเตอร์ซิตีทำได้แค่เสมอหรือแม้กระทั่งแพ้ แชมป์จะตกอยู่ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทันที ปรากฏว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เอาชนะซันเดอร์แลนด์ไปได้ 0-1 ประตู แล้วในเกมที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์นั้น แมนเชสเตร์ซิตีไม่อาจทำอะไรได้อย่างถนัดถนี่เกือบตลอดการแข่งขัน เพราะนักฟุตบอลแต่ละคนถูกประกบตลอด และกลายเป็นควีนปาร์คแรนเจอร์สขึ้นนำไป 1-2 ประตู ในนาทีที่ 60 จนกระทั่งถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แมนเชสเตอร์ซิตี พลิกกลับขึ้นมานำในนาทีที่ 91 และ 94 อย่างปาฏิหาริย์ ชนะไป 3-2 และได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง หลังจากรอคอยมานานกว่า 44 ปี

แต่ในฤดูกาลถัดมา แมนเชสเตอร์ซิตีกลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้แชมป์อะไรเลย อีกทั้งเมื่อเข้าชิงเอฟเอคัพกับ วีแกนแอธเลติก ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กกว่าที่เพิ่งเคยเข้าชิงแชมป์ถ้วยใบนี้เป็นครั้งแรก ก็กลับเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารทีมตัดสินใจปลด โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการชาวอิตาเลียนออกจากตำแหน่ง

 

ทีมร่วมเมือง

มีทีมคู่แข่งร่วมเมือง คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่มีที่มาในการเป็นคู่แข่ง แตกต่างกับสโมสรฟุตบอลร่วมเมืองทีมอื่น ๆ เช่น เมืองกลาสโกว์ (เรนเจอส์กับเซลติก) ที่มีความแตกต่างในด้านการเมืองและศาสนา

ส่วนในกรณีของแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้น มีเหตุมาจาก ในสมัยก่อน เกิดความยากลำบากในการเดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ทุกวันนี้ จะเดินทางได้ด้วยความสะดวกสบายแล้ว แต่ก็สายเกินไป ที่จะกลับมาญาติดีต่อกันได้

อีกประการหนึ่ง คือ แฟนบอลชาวอังกฤษของซิตี ส่วนมากอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ส่วนแฟนของยูไนเต็ดมีไม่น้อยที่อยู่เมืองอื่นด้วย

ผลงานในแต่ละฤดูกาล

โรแบร์โต มันชีนี อดีตผู้จัดการทีม ฤดูกาล 2007-2008 ที่ผ่านมา หลังจากเพียร์ซถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม สเวน-เยอราน เอริกซอนก็เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษครบ 1 ปี ซิตีชนะใน 3 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งรวมถึงดาร์บี้แมตช์กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และไม่เสียประตูเลยสักประตูเดียว แต่สุดท้ายแล้วแพ้ในนัดที่สี่ที่พบกับอาร์เซนอล อย่างไรก็ตาม

ผลงานของทีมที่บ้านดีมากโดยไม่แพ้ใครติดต่อกัน 10 นัดโดยเริ่มจากนัดที่ชนะดาร์บีเคานตี ในวันที่ 15 สิงหาคม ก่อนที่จะมาแพ้ทอตนัมฮอตสเปอร์ 0-2 ในฟุตบอลลีกคัพในวันที่ 18 ธันวาคม หรือ 4 เดือนต่อมานั่นเอง หลังจากนั้นก็สามารถย้ำแค้นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้อีกครั้ง แต่หลังจากนั้นผลงานของทีม ดูต่ำกว่าครึ่งแรกของฤดูกาลมาก และแม้ว่านัดสุดท้าย จะบุกไปแพ้มิดเดิลสโบรช์ ย่อยยับถึง 8-1 ก็ยังได้สิทธิเข้าไปแข่งขัน ในยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 2008/2009

จากการอยู่ในอันดับที่ 9 และเป็นทีมแฟร์เพลย์ดีที่สุดในฤดูกาลนั้นของพรีเมียร์ลีก และเมื่อจบฤดูกาล อีริคส์สันพาทีมไปแข่งนัดกระชับมิตร ที่ประเทศไทย และเกาะฮ่องกงของจีน เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม จากนั้นในวันที่ 2 มิถุนายน ดร.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของและประธานสโมสร ปลดอีริคส์สันออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

นำมาซึ่งการคัดค้านอย่างรวดเร็วจากแฟนๆ ของซิตี และมาร์ค ฮิวจ์ส ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เข้ามารับตำแหน่งแทน ในสองวันถัดมา ฮิวจ์สเข้ามาร่วมงานกับสโมสร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน โดยเซ็นสัญญาคุมทีมทั้งหมด 3 ปี และตามด้วยการเข้ามาของผู้เล่นอย่าง โช, ทาล เบน-ฮาอิม, แวงซอง ก็องปานี, ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ และพาโบล ซาบาเลตา

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2008 กลุ่มแนวร่วมการลงทุนแห่งอาบูดาบี (Abu Dhabi United investment group – ADUG) เข้าซื้อกิจการสโมสรจาก ดร.ทักษิณ ในวันสุดท้ายของกำหนดเวลาซื้อขายนักฟุตบอล ตามด้วยการเปิดดีลครั้งใหญ่ แสดงศักยภาพทางการเงิน โดยทำการเจรจาซื้อตัว ผู้เล่นชื่อดังจากหลายสโมสร

ด้วยค่าตัวประมาณคนละ 30 ล้านปอนด์ขึ้นไป นับเป็นการเปิดตัวด้วยการตลาด ที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก ในจำนวนนั้น มีนักเตะอย่างดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ จากสเปอร์ส หรือโรบินญู จากเรอัล มาดริด รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม การเปิดการเจรจากับสเปอร์ทำให้ต้องเสียนักเตะอย่าง ชอลูกา ออกไปจากทีมและ ดิมิตาร์ เบอร์บาตอฟ

ก็ตัดสินใจไปอยู่ร่วมกับทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ส่วนทางโรบินญูนั้น ได้มีปัญหากับต้นสังกัดเดิมคือเรอัล มาดริด และตัดสินใจย้ายมาแมนเชสเตอร์ซิตีไม่ยาก เพราะมีเพื่อนชาวบราซิลคนสนิทอย่าง เอลาโน อยู่ในทีมด้วยนั่นเอง

หลังจาก ADUG เข้ามาเทคโอเวอร์

ก็ได้ส่ง สุไลมาน อัล-ฟาฮิมเข้ามาเพื่อดูแสสโมสรในนามกลุ่ม ADUG แต่เนื่องจากบทสัมภาษณ์ทางทีวี ที่อวดความร่ำรวยจนเกินงาม ทำให้โดนปลดออก และมีชื่อเจ้าของสโมสรที่แท้จริงปรากฏออกมา คือ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน น้องชายกษัตริย์ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ โดยได้แต่งตั้งคาลิด อัล มูบารัค เข้ามาทำหน้าที่ประธานสโมสร

ในส่วนของการแข่งขันนัดแรกของฤดูกาล 2008-09 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม นั้น สโมสรแพ้สโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา 4–2 ในเกมเยือน ที่สนามวิลลา พาร์ค โดยประตูแรกมาจากฝั่งของเจ้าถิ่น ในนาทีที่ 47 จากจอห์น คาริว หลังจากนั้นเอลาโน่ บลูแมร์ตีเสมอให้แมนเชสเตอร์ซิตี จากลูกโทษที่จุดโทษนาที่ที่ 64 จากนั้นกาเบรียล อักบอนลาฮอร์มาซัดแฮตทริกในนาที่ที่ 67,74 และ 75 และเวดราน ชอร์ลูก้า มายิงตีตื้นให้แมนเชลเตอร์ ซิตีเป็น 4–2 ในนาที 89

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ได้ประสบความสำเร็จในการเล่นรอบคัดเลือกยูฟ่า คัพ รอบแรกโดยการชนะ สโมสรฟุตบอลอีบี/สเตรย์เมอร์จากหมู่เกาะแฟโรห์ 2–0 (หลังจากชนะในนัดแรก 0–2) และชนะ สโมสรฟุตบอลมิดทิลแลนด์จากเดนมาร์ก 0–1 (หลังจากแพ้ในนัดแรก 0–1) แต่ชนะในการดวลจุดโทษ 4–2 ในรอบแรกนั้นสามารถชนะโอโมเนีย นิโคเซียจากไซปรัส 2–1 (หลังจากชนะในนัดแรก 2–1) ในรอบแบ่งกลุ่มได้อยู่ในกลุ่มเอร่วมกับ

สโมสรฟุตบอล ชาลเก 04จากเยอรมัน สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์-แชร์กแมงจากฝรั่งเศส สโมสรฟุตบอลราซิง ซานตานเดร์จากสเปน และ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเตจากเนเธอร์แลนด์ส และสามารถเอาชนะ สโมสรฟุตบอลเอฟซี ทเวนเต3–2 ชนะ สโมสรฟุตบอล ชาลเก 04ชนะ 2–0 เสมอ สโมสรฟุตบอลปารีส แซงต์ แชร์กแมง 0–0 และแพ้ สโมสรฟุตบอลราซิง ซานตานเดร์ 3–1 และในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ได้พบกับ

สโมสรเอฟซี โคเปนเฮเกนจากเดนมาร์ก นัดแรกที่เดนมาร์ก ผลออกมาเสมอ 2–2 และนัดที่ 2 ที่อีสต์แลนด์ สามารถเอาชนะไปได้ 2–1 เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับ สโมสรอัลบอร์ก บีเค จากเดนมาร์กซึ่งเป็นการเจอกับทีมที่มาจากเดนมาร์กเป็นครั้งที่ 3 ของฤดูกาลนี้ ซึ่งก็สามารถเอาชนะได้ในนัดแรก 2–0 และบุกไปแพ้ 2–0 ทำให้ต้องตัดสินด้วยการต่อเวลาให้และการยิงจุดโทษ ซึ่ง แมนเชสเตอร์ซิตี้ก็สามารถเอาชนะไปได้ 4–2 เข้ารอบก่องรองชนะเลิศพบกับ

สโมสรฟุตบอลฮัมบวร์ก จากเยอรมัน ซึ่งบุกไปแพ้ก่อน 3–1 แต่ก็ทำได้แค่เฉือนชนะ 2–1 ที่อีสต์แลนด์ ทำให้ต้องออกจากการแข่งขันยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2008/09 โดยจบฤดูกาลทีมจบด้วยอันดับ 10 ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานทั้งที่มีนักเตะชั้นมากมาย

โดยก่อนฤดูกาล 2009/2010 จะเริ่มต้นทีมสามรถเซ็นสัญญานักเตะอย่างเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และโคโล ตูเร่ จากอาร์เซนอล, คาร์ลอส เตเวซ, ซิลวิญญู, โรเก ซานตาครูซ, แกเร็ท แบร์รี และโจลีออน เลสค็อต ทำให้ทีมเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมก่อนที่ฟอร์มจะเริ่มตกต่ำลง เนื่องจากทำสถิติเสมอตลอด 8 นัด ในที่สุดสโมสรจึงมีมติปลดมาร์ค ฮิวส์ ออกจากตำแหน่งเนื่องจากทีมไม่มีแววได้ติดท็อปโฟว์ทั้งที่ใช้เงินไปร่วม 200 ล้านปอนด์ตลอดการคุมทีม

เป็นโรแบร์โต มันชินี อดีตผู้จัดการทีมอินเตอร์ มิลาน เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ทีมก็พลาดเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลคาร์ลิง คัพ โดยแพ้คู่ปรับอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดพร้อมกับสโตกชนะซิตี ทำให้ตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ ทั้งที่ในช่วงตลาดนักเตะได้ทำการซื้อนักเตะอย่างซามีร์ นัสรี อดีตกองกลางอาร์เซนอล และแอดัม จอห์นสัน ปีกดาวรุ่งมาร่วมทีม

ฤดูกาล 2010/2011 แมนซิตียังไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ ทำได้แค่อยู่อันดับ 3 ห่างจากแมนยูไนเต็ด มากถึง9คะแนน แม้จะมีการเสริมทัพมาก อาทิ ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา, มารีโอ บาโลเตลลี ซึ่งตอนนี้ได้เป็นกำลังหลักของทีม

ฤดูกาล 2011/2012 แมนซิตีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

ต่อมาในต้นปี ค.ศ. 2016 แมนเชสเตอร์ซิตี ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ในฤดูกาล 2016–17 กวาร์ดิโอลาจะมาเป็นผู้จัดการทีมแทนที่ของมานวยล์ เปเยกรีนี โดยมีการเซ็นสัญญาเป็นระยะเวลา 3 ปี

เปป กวาร์ดิโอลา (กาตาลา: Pep Guardiola; เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1971 ที่เมืองซันต์เปดอร์ บาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา; มีชื่อเต็มว่า ฌูแซ็ป กวาร์ดิโอลา อี ซาลา (Josep Guardiola i Sala)) เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลและอดีตนักฟุตบอลชาวสเปน ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่พาทีมประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดในตอนนี้

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/

สโมสรเชลซี

สโมสรเชลซี เจ้าของฉายา สิงโตน้ำเงินคราม

สโมสรเชลซีสโมสรเชลซี Chelsea Football Club เป็นทีมฟุตบอลในอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ พศ 2448 คศ 1905 เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดมาแล้ว 4 ครั้ง รวมฤดูกาลล่าสุด 2009-10 เป็นแชมป์ เอฟเอคัพ 9 ครั้ง แชมป์ ลีกคัพ 8 ครั้ง, แชมป์ ยูฟ่าคัพ 10 ครั้ง และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1 ครั้ง สนามเหย้าของทีมคือ สแตมฟอร์ดบริดจ์ จุผู้ชมได้ 42,449 คน ตั้งอยู่ในเขตชุมชนฟูแลมบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลอนดอน ทีมฟุตบอลเชลซีไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชุมชนเชลซี แต่ตั้งอยู่บนถนนฟูลัม ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างเขตฟูแลมและเขตเชลซีน

ประวัติในอดีตของทีม สโมสรเชลซี Chelsea

สำหรับสนามสแตมฟอร์ ดบริดจ์ (Stamford Bridge) เป็นสนามฟุตบอลแห่งเดียวของเชลซีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งอยู่ในเขตฟูแลม ในลอนดอน โดยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2420 โดยในช่วง 28 ปีแรกที่เปิดใช้ ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกรีฑาด้วย สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสก็อต

สามารถรับคนได้กว่า 42,000 คน สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งเมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ที่ ผับชื่อเดอะไรซิงซัน ตรงข้ามกับสนามแข่งปัจจุบันบนถนนฟูแลม และได้เข้าร่วมกับลีกฟุตบอลในเวลาต่อมา เชลซีเริ่มมีชื่อเสียงภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะใน ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1954–55

แชมป์แรกอดีตกองหน้าอาร์เซน่อล และทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952  และปรับสโมสร ให้ทันสมัยด้วยการโละ กลุ่มทหารหลวงวัยเกษียณ และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย

จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกในประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55 เมื่อพวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปด้วยซ้ำ แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้ไม่ให้ไปแข่งขัน เดรกถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีม

ทีมใหม่ โดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่ค่อนข้างเยอะ เขาได้โละแข้งเก่าหลายคนออกจากทีม และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้ที่มีกอร์ดอนแบงส์ นายทวารจอมหนึบด้วยสกอร์ 3-2 (ในสมัยนั้นนัดชิงลีกคัพแข่งกันสองนัด) และในสามซีซั่นหลังพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้

แต่เป็นรองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดรีเพลย์ และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้า โทรฟี่ระดับทวีปยุโรปด้วยการเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ กับสโมสรฟุตบอล เรอัลมาดริดได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์ที่เอเธนส์

เชลซีถึงยุคตกต่ำ ในยุคปลาย 1970 ถึงต้น 1990 เมื่อพวกเขาขายสตาร์ดังไปมากมาย และตกชั้นจนแถมยังไม่สามารถ ขึ้นมาลีกสูงสุดได้ แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่พวกเขาก็เกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1983 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างกับ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ไปถึง 17 คะแนน

สโมสรเชลซี กลับมารุ่งเรืองและฉายา สิงห์บอลถ้วย ในปี 1992

ก็เริ่มมีการซื้อสตาร์ดังมากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1993-94 โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่พวกเขาก็แพ้สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างราบคาบ 0 ประตูต่อ 4 จนกระทั่งรุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม

ในปี 1996 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในปี 1997 และเอาชนะสโมสรฟุตบอลมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2 ประตูต่อ 0 จากการยิงของโรแบร์โต ดี มัตเตโอในช่วงเวลาเพียงแค่ 42 วินาทีเท่านั้น และเอ็ดดี้ นิวตั้นในนาทีที่83 กุลลิทถูกแทนที่โดยจิอันลูก้า วิอัลลี่ โดยพาทีมเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลสเบรอด้วยสกอร์เดิม

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1998 และได้แชมป์สมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ทไป 1 ประตูต่อ 0 จากประตูของจันฟรังโก โซลาซึ่งยังลงมาเล่นไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ

ชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพในปีเดียวกัน ด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริดไป 1 ประตูต่อ 0 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 2000 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลาไป 1 ประตูต่อ 0 จากประตูของโรแบร์โต ดี มัตเตโอคนเดิม

รวมถึงได้สัมผัสยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยน้ำมือของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยสกอร์รวม 6 ประตูต่อ 4 วิอัลลี่ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรีและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี2001-02 แต่สุดท้ายก็พ่ายสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลไป 0 ประตูต่อ 2 สำหรับในประเทศไทยเชลซียุคนี้ถือว่าเป็น “สิงห์บอลถ้วย” เลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เคนเบตส์ได้ขายสโมสรราคา 140 ล้านปอนด์ ให้กับนักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช และได้ทุ่มซื้อสตาร์ดังมามากมาย และได้ทำเรื่องงงงวยให้กับแฟนบอลด้วยการปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย ซึ่งก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิด เพราะมูรินโยได้เข้ามาเป็นตำนานกุนซือ ที่นำพาความสำเร็จมาให้ สโมสรมากมายทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกฤดูกาล 2004-05 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สโมสรด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน  และยังเอาชนะสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพได้ 3 ประตูต่อ 2 คว้าแชมป์ไปแบบยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกคู่ปรับรายเดียวกันถีบตกรอบ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกจาก “ประตูผี” ของหลุยส์การ์เซีย

ในปีต่อมาพวกเขายังได้แชมป์อีกด้วยคะแนน 92 คะแนนและยังชนะเลิศเอฟเอคัพด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไป1 ประตูต่อ 0 ในปี2007 และยังคว้าแชมป์ลีกคัพได้จากการเอาชนะอาร์เซน่อลไป 2 ประตูต่อ 1 จากสองลูกของดิดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานกองหน้าของสโมสรเชลซี เขาถูกปลดในปี 2007 และถูกแทนที่ด้วย อัฟราม แกรนท์ กุนซือ ผู้พาทีมเข้าชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นครั้งแรก

ก่อนจะไปพ่ายแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างน่าเจ็บปวด ในการดวลจุดโทษ 5-6 โดยจอห์น เทอร์รี่และนีกอลา อาแนลกายิงจุดโทษไม่เข้า ในปีต่อพวกเขาดึง หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี เข้ามาคุมทีม แต่ก็ฟอร์มแย่ จนโดนปลดออกไป

นอกจากจะพลาดแชมป์ลีก และบอลถ้วยแล้ว พวกเขายังตกรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2008-09 ในยุคของกุส ฮิดดิงค์จากการพ่ายให้กับบาร์เซโลน่า ด้วยกฏประตูทีมเยือนของอันเดรส อีเนียสตา

เป็นแมตช์ที่ผู้ตัดสิน ถูกครหาเกี่ยวกับการตัดสินในวันนั้นที่ดิดิเยร์ ดร็อกบา ถึงกับสาดน้ำลายด่า ผู้ตัดสินออกการถ่ายทอดสด อย่างสนุกปาก ทำให้ยูฟ่าแบนเขาสามนัดด้วยกัน แต่ก็ยังได้แชมป์เอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันไป 2 ประตูต่อ 1 จากประตูของดิดิเยร์ ดร็อกบาและแฟรงค์ แลมพาร์ดในปีต่อมา คาร์โล อันเชล็อตติได้มาคุมเชลซีแทนและได้แชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยการยิงประตู มากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 103 ประตูใน1ซีซั่น

และยังป้องกันแชมป์เอฟเอคัพ ได้จากประตูสุดสวยของดิดิเยร์ ดร็อกบาจากการยิงฟรีคิกใส่สโมสรฟุตบอลพอร์ตสมัทและชนะไป 1 ประตูต่อ 0 ซีซั่น 2010-11 เป็นซีซั่นที่ดีในช่วงแรก แต่หลังจากเรย์ วิลกิ้นส์ ออกจากเชลซี รวมถึงการเป็นโรคไข้มาลาเรียของดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทำให้พวกเขาไม่ชนะถึงหกนัดติด ซึ่งรวมถึงการพ่ายสโมสรฟุตบอลซันเดอร์แลนด์น้องใหม่ในปีนั้นด้วยสกอร์อัปยศ 0 ประตูต่อ 3 อีกด้วย แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เก็บชัยชนะจนคว้าโควตาไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกในปีต่อมา

แชมป์ยุโรป 2 ถ้วย 2 ปีซ้อนและแชมป์เก่าที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ซีซั่น 2011-12 เป็นซีซั่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อพวกเขาเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และเอาชนะสโมสรฟุตบอล บาเยิร์นมิวนิกในการดวลจุดโทษ โดยพวกเขาเกือบจะแพ้เมื่อโทมัส มึลเลอร์โหม่งผ่านปีเตอร์ เช็กเข้าไป แต่ในนาทีที่ 88 ดิดิเยร์ ดร็อกบาก็โหม่งผ่านมานูเอล นอยเออร์ตีเสมอเป็น 1-1 และดวลจุดโทษเอาชนะ และเป็นแชมป์ไปในที่สุด อีกทั้งยังคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้อีกสมัยด้วยการเอา ชนะลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศ

แม้ในลีกจะจบเพียงที่6ก็ตาม ปีต่อมา ราฟาเอล เบนิเตซได้เข้ามาคุมทีมและคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกไปได้จากการเอาชนะสโมสรฟุตบอลไบฟีกา 2 ประตูต่อ 1 จากประตูชัยของ เฟร์นานโด ตอร์เรส และ บรานิสลาฟ อีวานอวิช ในปีต่อมาพวกเขาได้ดึงโชเซ มูรีนโยกลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่ไม่ได้แชมป์อะไรเลยในปีแรก แต่ในปีต่อมาพวกเขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014–15 ได้สำเร็จ

และคว้าแชมป์แคปิตอลวันคัพด้วยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลทอตนัมฮอตสเปอร์ไป 2 ประตูต่อ 0 จากจอห์น เทอร์รี่และ เดียโก โกสตา ในฤดูกาล 2015-16 พวกเขามาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงมาก แต่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้เลยในปรีซีซั่น และแพ้ศึกเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ต่ออาร์เซน่อลไป 0 ประตูต่อ 1 

เป็นครั้งแรกด้วยที่โชเซ มูรีนโยแพ้ให้กับอาร์แซน แวงแกร์ด้วย และพวกเขาแพ้ได้ทุกทีมไม่เว้นแม้กระทั่งน้องใหม่จากการพ่ายสโมสรฟุตบอลบอร์นมัทไป 0 ประตูต่อ 1 ทำให้อบราโมวิชต้องตัดสินใจปลดโชเซ มูรีนโยออก และดึงกุส ฮิดดิ้งค์เข้ามาแทน ถึงแม้จะดีขึ้นบ้าง แต่ก็เสมอบ่อยมาก และตกรอบทุกถ้วยที่ลงเล่น ทำให้จบฤดูกาลด้วยอันดับ10ไม่ได้ไปฟุตบอลระดับทวีป ในปีต่อมาอันโตนีโอ

กอนเตได้เข้ามาคุมทีมหลังจบศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสและทำทีมชนะสามนัดแรก ก่อนที่จะเสมอให้กับสโมสรฟุตบอลสวอนซีไป 2 ประตูต่อ 2 หลังจากนั้นก็แพ้ลิเวอร์พูล 1-2 และแพ้อาร์เซน่อล 0-3 แต่หลังจากได้เปลี่ยนแผนเป็น 3-4-3 พวกเขาก็ชนะ 13 นัดรวดเป็นสถิติสโมสร ก่อนที่จะพ่ายท็อตแนมฮ็อทสเปอร์สไป 0-2 ที่ไวต์ฮาร์ทเลน

และยังไม่แพ้ใครหลังจากแพ้ท็อตแน่มอีกเลยจนกระทั่งพ่ายให้กับคริสตัลพาเลซ 1-2 คาสแตมฟอร์ดบริดจ์ แต่ก็สามารถคว้าแชมป์ได้หลังจากการเอาชนะเวสบรอมมิชอัลเบี้ยนไป 1-0 ที่เดอะฮอว์ธอร์นส์ ก่อนจะทำสถิติแชมป์ที่ชนะ 30 นัดรวดในเวลาต่อมา ต่อมาในฤดูกาล 2017-18 เชลซีพลาดท่าพ่ายเบิร์นลีย์ 2-3 ในนัดแรก แต่ในนัดต่อๆ มา ก็สามารถรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้แม้จะมีฟอร์มสะดุดไปสะดุดมาบ้าง

สแตมฟอร์ดบริดจ์ (Stamford Bridge) เป็นสนามฟุตบอลแห่งเดียวของเชลซีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งอยู่ในเขตฟูแลม ในลอนดอน โดยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1877 โดยในช่วง 28 ปีแรกที่เปิดใช้ ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกรีฑาด้วย สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสก็อต จุคนได้กว่า 42,000 คน และจะมีแผนอัพเกรดเป็น 60,000 คนในปี 2017-18

ติดตามบทความดีดีได้ ที่ http://stevesmith12.com

นิวคาสเซิลยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอล นิวคาสเซิลยูไนเต็ด  Newcastle United Football Club

นิวคาสเซิลยูไนเต็ดนิวคาสเซิลยูไนเต็ด  Newcastle United Football Club เป็นทีมฟุตบอลอาชีพทีมหนึ่งในฟุตบอลลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองนิวคาสเซิลอะพอนไทน์ มีชื่อเล่นของทีมว่า “แม็กพายส์” (“สาลิกาดง” หรือ “กางเขนเหล็ก” ในภาษาไทย) แฟนของทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ด จะมีชื่อเรียกว่า “ทูนอาร์มี” ซึ่งคำว่า “ทูน” นั้นเป็นภาษาแซกซัน คือคำว่า “ทาวน์” ที่แปลว่า “เมือง”

นิวคาสเซิลยูไนเต็ดถือว่ามีคู่แข่งในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยกัน คือ ซันเดอร์แลนด์และ มิดเดิลส์เบรอ

ในฤดูกาล 2015–16 นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ต้องตกชั้นลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิป หลังจากจบการเล่นนัดที่ 37 ของฤดูกาล เนื่องจากมีเพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับ 18 ของตารางคะแนน ซึ่งไม่สามารถไล่ตามทันทีมที่อยู่ในอันดับ 17 คือ ซันเดอร์แลนด์ ที่มี 38 คะแนน ได้ทันแล้ว เนื่องจากเหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียวเท่านั้น

แต่เพียงฤดูกาลเดียว นิวคาสเซิลยูไนเต็ดก็ได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก โดยหลังจากชนะเปรสตันนอร์ทเอนด์ไป 4–1 และมีคะแนนทิ้งห่างจากทีมอันดับที่ 3 คือ เรดิง ถึง 9 คะแนน  และตามหลังไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 1 คะแนน และเมื่อจบฤดูกาล นิวคาสเซิลยูไนเต็ดได้แชมป์ โดยมี 94 คะแนน มากกว่าไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียนที่ได้เลื่อนชั้นไปก่อนแล้ว 1 คะแนน

ชื่อเต็ม : Newcastle United Football Club
ฉายา : Magpine( สาลิกาดง )
ก่อตั้ง : ค.ศ. 1892
สนาม : เซนต์เจมส์พาร์ค ( ความจุ 52,387 คน )
ที่ตั้ง : เมืองนิวคาสเซิล อัพพอน ไทน์
เจ้าของ : ไมค์ แอชลีย์
ประธาน : ดีเร็ค แลมเบียส
ผู้จัดการ : คริส ฮิวส์ตัน

ประวัติสโมสร นิวคาสเซิลยูไนเต็ด

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1881 ทีมคริกเก็ตสแตนลีย์ ได้ตัดสินใจตั้งทีมฟุตบอลขึ้น เพื่อลงเล่นในช่วงที่ฤดูกาล แข่งขันคริกเก็ตปิดตัวลงในฤดูหนาว พวกเขาชนะเกมแรกที่ลงแข่งขัน ด้วยสกอร์ 5-0 โดยมีคู่แข่งเป็น ทีมเอลสวิกเลเธอร์เวิร์คส์ ชุดสำรอง เเละหนึ่งปีต่อมา ทีมก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์

ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1892 ชื่อ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม

นิวคาสเซิลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัย ในช่วงทศวรรษ 1900s และยังเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี ค.ศ. 1910 หลังจากเอาชนะบาร์นสลีย์ ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่กูดิสันพาร์ก

ในช่วงทศวรรษ 1950s นิวคาสเซิลเป็นแชมป์เอฟเอคัพถึง 3 สมัยในช่วงเวลา 5 ปี โดยเอาชนะแบล็กพูล 2-0 ในปี ค.ศ. 1951 ชนะอาร์เซนอล 1-0 ในปี ค.ศ. 1952 และชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี 3-1 ในปี ค.ศ. 1955 โดยทีมนิวคาสเซิลในยุคนั้น ยังมีผู้เล่นชื่อดังอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น แจคกี มิลเบิร์น, บ็อบบี มิทเชลล์และ สแตน เซมัวร์

หลังจากตกชั้น ลงไปเล่นในดิวิชันสองอยู่ชั่วขณะ นิวคาสเซิลที่นำโดยผู้จัดการทีม โจ ฮาร์วีย์ ก็ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในปี ค.ศ. 1965 แต่ทว่าฟอร์มของพวกเขาหลังจากนั้น ไม่สม่ำเสมอนัก

ในปี ค.ศ. 1992 เควิน คีแกน

ได้กลับคืนสู่นิวคาสเซิลอีกครั้ง ในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อเขาตอบรับสัญญาระยะสั้น เข้ามาคุมทีมแทนออสซี อาร์ดิเลส ตัวคีแกนเองนั้นกล่าวว่า งานคุมทีมนิวคาสเซิลเป็นงานเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาหวนคืนสู่วงการฟุตบอลได้ ในขณะนั้น นิวคาสเซิลกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในดิวิชัน 2 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกซื้อกิจการโดยเซอร์ จอห์น ฮอลล์ไปไม่นานก็ตาม และในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิล สามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะปอร์ทสมัธ ก่อนจะบุกไปเอาชนะเลสเตอร์ ซิตีในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาลได้อีกด้วย

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1997 คีแกนลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม และถูกแทนที่โดยเคนนี ดัลกลิช ซึ่งได้รับเลือกเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเกมรับของทีม ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของปี 1997-98 ดัลกลิชพานิวคาสเซิล เข้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และพ่ายต่ออาร์เซนอลในรอบชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอคัพไปถึง 0-2 หลังจากนั้น แฟนบอลก็เริ่มที่จะไม่พอใจ กับสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรับ ของดัลกลิช เมื่อบวกกับผลงานที่ตกต่ำลงของทีม เป็นผลให้ดัลกลิช ถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นฤดูกาล 1998-99

ในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิปฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิล สามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจน สามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ และได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติ ในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 2010 ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีกถึง 5 นัด

ก่อตั้งสโมสร ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1881 ทีมคริกเก็ตสแตนลีย์ ได้ตัดสินใจตั้งทีมฟุตบอลขึ้น เพื่อ ลงเล่นในช่วงที่ฤดูกาลแข่งขันคริกเก็ต ปิดตัวลงในฤดูหนาว พวกเขาชนะเกมแรกที่ลงแข่งขันด้วยสกอร์ 5-0 โดยมีคู่แข่งเป็นทีมเอลสวิก เลเธอร์ เวิร์คส์ชุดสำรอง หนึ่งปีต่อมา ทีมก็ถูกเปลี่ยนชื่อ เป็นสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์

ขณะเดียวกัน ทีมคริกเก็ตอีกทีมหนึ่งในย่านเดียวกัน ก็ได้เริ่มสนใจที่จะตั้งทีมฟุตบอล จนกระทั่งมีการก่อตั้ง สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล เวสท์ เอนด์ขึ้น ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1882 โดยในช่วงแรกนั้น พวกเขาใช้สนามคริกเก็ตเดิมเป็นสนามเหย้า ก่อนที่จะย้ายไปลงเตะในเซนต์เจมส์พาร์ค

หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งฟุตบอลลีกท้องถิ่นขึ้นในปี ค.ศ. 1889 การที่มีลีกอาชีพในบริเวณใกล้เคียงให้ลงเตะ ประกอบกับความสนใจในถ้วยเอฟเอคัพ ทำให้นิวคาสเซิลอีสต์เอนด์เปลี่ยนจากทีมสมัครเล่น มาเป็นทีมอาชีพในปีเดียวกันนั้นเอง แต่ทว่าทางฝั่งนิวคาสเซิล เวสท์ เอนด์กลับล้มเหลวที่จะตามรอยทีมเพื่อนบ้าน สู่สถานะทีมฟุตบอลอาชีพ จนกระทั่งในช่วงต้นปี ค.ศ. 1892 ผู้บริหารของนิวคาสเซิล เวสท์ เอนด์ได้ตัดสินใจที่จะขอเข้าควบ กิจการกับนิวคาสเซิลอีสต์เอนด์  เพื่อมิให้ทีมต้องยุบตัวลงโดยสิ้นเชิง

การควบกิจการเป็นไปด้วยดี ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1892 ชื่อ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม

การลงเตะอาชีพในช่วงแรก และตำแหน่งแชมป์เอฟเอคัพ นัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 1905 กับแอสตันวิลลา นิวคาสเซิล สามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด ของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัยในช่วงทศวรรษ 1900s และยังเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี 1910 หลังจากเอาชนะบาร์นสลีย์ ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่ กูดิสันพาร์ค

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้อีกสมัย โดยการเอาชนะแอสตัน วิลลาในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ นอกจากนั้น นิวคาสเซิลยังเป็นแชมป์ลีกได้อีกหนึ่งสมัยในปี 1927 อีกด้วย 

ความสำเร็จในเอฟเอคัพช่วงทศวรรษ 1950s ในช่วงทศวรรษ 1950s นิวคาสเซิลเป็นแชมป์เอฟเอคัพถึง 3 สมัยในช่วงเวลา 5 ปี โดยเอาชนะแบล็กพูล 2-0 ในปี 1951 ชนะอาร์เซนอล 1-0 ในปี 1952 และชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี 3-1 ในปี 1955 โดยทีมนิวคาสเซิลในยุคนั้น มีผู้เล่นชื่อดังอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น แจคกี มิลเบิร์น, บ็อบบี มิทเชลล์, และสแตน เซมัวร์

หลังจากตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชันสองอยู่ชั่วขณะ นิวคาสเซิลที่นำโดยผู้จัดการทีม โจ ฮาร์วีย์ ก็ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในปี 1965 แต่ทว่าฟอร์มของพวกเขาหลังจากนั้นไม่สม่ำเสมอนัก

ติดตามบทความดีดีได้ที่  http://stevesmith12.com/